Guide To Watch Materials ทำความรู้จักวัสดุที่ใช้ผลิตนาฬิกาหรู | Auction House
Guide To Watch Materials ทำความรู้จักวัสดุที่ใช้ผลิตนาฬิกาหรู

วันนี้ Auction House จะพาทุกคนมาทำความรู้จักวัสดุที่ใช้ทำนาฬิกาหรูว่ามีอะไรบ้าง รวมไปถึงคุณสมบัติของวัสดุ ลักษณะเฉพาะของวัสดุ พร้อมทั้งข้อดีและข้อเสียที่แตกต่างกันออกไปในแต่ละวัสดุ ซึ่งจะมีรายละเอียดอย่างไรบ้างนั้น มาดูไปพร้อม ๆ กันได้เลย
วัสดุ Stainless Steel

เป็นวัสดุที่หลายคนคุ้นเคย เพราะถูกนำมาใช้ในการผลิตนาฬิกาอย่างแพร่หลาย แต่ที่หลายคนอาจไม่รู้ คือ สเตนเลสสตีลไม่ได้เหมือนกันทั้งหมด แต่จะถูกแบ่งออกเป็นหลายเกรด โดยเกรดที่พบเห็นได้ทั่วไปในชีวิตประจำวัน ขณะที่ในอุตสาหกรรมนาฬิกา โดยเฉพาะแบรนด์หรู จะเลือกใช้ เกรด 316L ซึ่งมีปริมาณนิกเกิลที่สูงกว่า และมีการเติมโมลิบดีนัม เพื่อช่วยเพิ่มความต้านทานการกัดกร่อน โดยเฉพาะการใช้งานในสภาพแวดล้อมที่มีความเค็มสูงอย่างน้ำทะเล ทำให้สเตนเลสสตีลเกรดนี้ได้รับความนิยมในการใช้ผลิตนาฬิกาดำน้ำ (Dive Watches) เป็นอย่างมาก
จุดเด่นคือ การขัดแต่งผิว (Finishing) ที่สามารถทำได้หลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น การขัดเงา (Polished Finish) หรือ การขัดด้าน (Brushed Finish) ที่ช่วยเพิ่มมิติให้กับตัวเรือน และหากเกิดรอยขีดข่วนจากการใช้งาน ก็สามารถขัดคืนสภาพ (Repolished) ให้กลับมาสวยเหมือนใหม่ได้
อย่างไรก็ตาม สเตนเลสสตีลมีน้ำหนักค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับวัสดุอย่างไทเทเนียมหรือเซรามิก ซึ่งอาจทำให้รู้สึกหนักข้อมือเมื่อต้องสวมใส่ตลอดทั้งวัน สำหรับข้อควรระวัง คือ สเตนเลสสตีลอาจก่อให้เกิดอาการแพ้ได้ เนื่องจากสเตนเลสสตีลยิ่งเกรดสูงยิ่งมีส่วนผสมของนิกเกิลที่ช่วยเพิ่มความทนทานต่อการกัดกร่อนมากขึ้นตามไปด้วย ซึ่งบางคนที่แพ้นิกเกิล ก็อาจทำให้เกิดการระคายเคืองผิวหนังได้
วัสดุ Titanium

วัสดุไทเทเนียม แท้จริงแล้วมีการใช้ผลิตนาฬิกามาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1970 แต่เพิ่งได้กลายเป็นเทรนด์ยอดนิยมในวงการนาฬิกา และถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายโดยแบรนด์ดัง ๆ เช่น Rolex, Omega, และ Patek Philippe โดยไทเทเนียมเป็นโลหะที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งเมื่อเทียบกันแล้วมีน้ำหนักเบากว่าสเตนเลสสตีลถึง 45% แต่ยังคงความแข็งแกร่งไว้ได้เท่าเดิม นอกจากนี้ยังมีคุณสมบัติพิเศษอย่าง เช่น การไม่ก่อให้เกิดอาการระคายเคือง (Hypoallergenic) ความคงทนต่อสนิม และการกัดกร่อน ซึ่งเหมาะมากสำหรับการใช้ผลิตนาฬิกาดำน้ำ (Dive Watches)
ในปัจจุบันไทเทเนียมจะถูกแบ่งออกเป็น 2 เกรดหลัก ที่ใช้ในการผลิตนาฬิกา ได้แก่ Grade 2 และ Grade 5 โดย Grade 5 ถือเป็นเกรดสูงสุด ทำให้ไทเทเนียมเกรดนี้มีความแข็งแรงและทนต่อรอยขีดข่วนได้ดีกว่าเกรด 2 และยังสามารถขัดให้เงางาม
โดยหนึ่งในจุดเด่นของไทเทเนียมคือ มีน้ำหนักที่เบา ทำให้สามารถสวมใส่นาฬิกาประเภทสปอร์ตขนาดใหญ่ได้อย่างสบายยิ่งขึ้น นอกจากนี้ ไทเทเนียมยังทนทานต่อน้ำทะเลและสารเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อนได้ดี อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ Hypoallergenic ทำให้เหมาะกับผู้ที่แพ้โลหะหรือมีผิวแพ้ง่ายอีกด้วย
อย่างไรก็ตาม ไทเทเนียมสามารถเกิดรอยขีดข่วนได้ง่าย โดยเฉพาะ Grade 2 ซึ่งรอยขีดข่วนเหล่านี้ซ่อมแซมได้ยาก เพราะต้องใช้ช่างผู้เชี่ยวชาญและเครื่องมือเฉพาะทางในการซ่อมแซม อีกทั้งราคาของไทเทเนียมยังสูงกว่าสเตนเลสสตีล แต่สำหรับบางคนที่ชื่นชอบนาฬิกาที่มีน้ำหนัก วัสดุไทเทเนียมอาจจะทำให้นาฬิการู้สึกเบาเกินไป
วัสดุ Ceramic

เซรามิกเป็นวัสดุที่มีความทันสมัย โดยในอดีตมักมีการใช้เซรามิกที่ขอบหน้าปัด (Bezel) ของนาฬิกาดำน้ำและนาฬิกา GMT แต่ในปัจจุบันเซรามิกได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถนำมาผลิตนาฬิกาทั้งเรือนได้ ไม่ว่าจะเป็น ตัวเรือน, เม็ดมะยม, ปุ่มกด, หรือ สายนาฬิกา นอกจากนี้ยังสามารถสร้างสีสันที่หลากหลายและน่าสนใจได้อีกด้วย โดยคุณสมบัติเด่นของเซรามิกคือความทนทานต่อรอยขีดข่วน เพราะเซรามิกเป็นวัสดุที่มีความแข็งแกร่งสูงมาก โดยมี Mohs Hardness Scale อยู่ที่ 8-9 ซึ่งถือว่าเป็นความแข็งที่สูงรองจาก เพชรเท่านั้น
ข้อดีของเซรามิก คือ น้ำหนักเบา อีกทั้งยังมีคุณสมบัติ Hypoallergenic ทำให้เหมาะสำหรับผู้ที่มีผิวแพ้ง่าย อีกทั้งเซรามิกเป็นวัสดุที่สามารถปรับอุณหภูมิได้ดีตามสภาพผิวของผู้สวมใส่ ทำให้ผิวไม่รู้สึกร้อนหรือเย็นจนเกินไป และสีสันของเซรามิกยังคงทนและไม่ซีดจางตลอดอายุการใช้งาน
แม้ว่าเซรามิกจะมีคุณสมบัติหลายอย่างที่น่าประทับใจ แต่เซรามิกก็มีข้อเสียอยู่บ้าง เช่น ความเปราะ เพราะยิ่งมีความแข็งมากก็ยิ่งเปราะมาก เมื่อได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง อาจทำให้ตัวเรือนหรือสายนาฬิกาแตกหักได้ง่าย การซ่อมแซมก็เป็นไปได้ยาก เพราะหากเกิดการแตกจะต้องเปลี่ยนทั้งชิ้น
วัสดุ Bronze

บรอนซ์ (Bronze) หรือ "สัมฤทธิ์" เป็นวัสดุเก่าแก่ที่มีประวัติศาสตร์ยาวนาน และมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาอารยธรรมของมนุษย์ จนเป็นที่มาของยุคสำริด (Bronze Age) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่มนุษย์เริ่มนำโลหะมาสร้างเครื่องมือ อาวุธ และสิ่งปลูกสร้างต่าง ๆ
สำหรับบรอนซ์ที่ใช้ในการผลิตนาฬิกา จะมีทองแดงเป็นส่วนประกอบหลัก ผสมกับดีบุกและโลหะอื่น ๆ เช่น อะลูมิเนียม เพื่อเพิ่มความแข็งแรงและทนทาน จุดเด่นของวัสดุนี้คือสามารถเกิด Patina หรือกระบวนการเปลี่ยนสีของพื้นผิวเมื่อสัมผัสกับอากาศและเหงื่อของผู้สวมใส่ ทำให้ดูคลาสสิกและเป็นธรรมชาติที่อย่างมีเป็นเอกลักษณ์ โดยเฉพาะในกลุ่ม Sport Watches เช่น Tudor Black Bay และ Oris Fifty Six ซึ่งแต่ละแบรนด์จะมีสูตรผสมเฉพาะของบรอนซ์ เพื่อควบคุมการเกิด Patina ให้ได้สีและพื้นผิวตามที่ต้องการ
ข้อดีของ Bronze คือ ความทนทานต่อการกัดกร่อน แต่เสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุด คือ ประสบการณ์เฉพาะตัวของผู้สวมใส่ เนื่องจากตัวเรือน Bronze จะทำปฏิกิริยากับอากาศและเหงื่อ ก่อให้เกิด Patina หรือชั้นออกซิเดชันบนพื้นผิว ทำให้สีของนาฬิกาค่อย ๆ เปลี่ยนแปลงไปตามการใช้งาน มอบลุคที่มีเอกลักษณ์และเต็มไปด้วยเสน่ห์แห่งกาลเวลา
ส่วนข้อเสียของ Bronze คือ มีความแข็งแต่เปราะ ต้องระมัดระวังในการเลือกใช้วัสดุทำความสะอาดเพราะจะมีผลตอนเกิด Patina นอกจากนี้ Bronze ยังมีราคาสูงด้วย
วัสดุ ทองคำ

ในอดีต การครอบครองนาฬิกาทองคำสักเรือนนั้นถือเป็นสิ่งล้ำค่าที่หลายคนใฝ่ฝันถึง โดยทองคำจะถูกแบ่งออกเป็นกะรัตตามค่าความบริสุทธิ์ ซึ่งการผลิตตัวเรือนนาฬิกาส่วนใหญ่มักใช้เป็นทอง 18 กะรัต หรือ 18K ที่มีส่วนผสมของทองคำ 75% และโลหะอื่น ๆ เพื่อเพิ่มความแข็งแรงให้มากขึ้น สำหรับทอง 22 กะรัตที่มีความบริสุทธิ์อยู่ที่ 90% มักถูกใช้ใน Rotor Weight เนื่องจากน้ำหนักที่มากขึ้นช่วยทำให้ Rotor Weight หมุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่วนทองคำ 24 กะรัต หรือ ทองคำบริสุทธิ์จะไม่ได้ถูกใช้ในการผลิตนาฬิกาเพราะตัววัสดุมีความอ่อนเกินไป
โดยสีทองคำของตัวเรือนนาฬิกา 18K ที่เรามักเห็นนั้น เกิดจากการผสมทองคำเข้ากับโลหะอื่น ๆ เพื่อให้ได้สีตามที่ต้องการ ส่วน White Gold นั้น ทำให้ได้สีขาวและเนื้อที่แข็งแรง ซึ่งปัจจุบันแบรนด์นาฬิกาชั้นนำต่าง ๆ ได้พัฒนาสูตรเฉพาะของตัวเองเพื่อให้ได้เฉดสีที่ต้องการ เช่น Ceragold จาก Omega หรือ Sand Gold จาก Audemars Piguet
ข้อดีของการใช้วัสดุทองคำ คือ มีความสวยงามและความหรูหรา และมีคุณสมบัติที่งดงามมันวาว ทำให้ดูโดดเด่นกว่าวัสดุอื่น ๆ อีกทั้งยังมีความคงทน ไม่ผุกร่อนแม้เวลาจะผ่านไปนาน ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนมองว่าทองคำเป็นการลงทุน เพราะเป็นแร่ธาตุที่หายาก ทำให้สามารถรักษามูลค่าได้ในระยะยาว
ส่วนข้อเสียของการใช้วัสดุทองคำ คือ มีราคาสูงและมีความอ่อนตัว หากเกิดรอยขีดข่วนขึ้นมา จะไม่สามารถเก็บงานได้เหมือนวัสดุอื่น ๆ เพราะจะสูญเสียเนื้อทองคำบางส่วนเมื่อมีการปัดแต่ง
วัสดุ Platinum

แพลทินัม (Platinum) เป็นโลหะล้ำค่าและหายากกว่าทองคำถึง 30 เท่า มีสีเงินที่สว่างบริสุทธิ์และเปล่งประกาย พร้อมทั้งมีคุณสมบัติที่โดดเด่น เช่น ทนทานต่อการกัดกร่อนสูง และยังมีความแข็งแรงและความทนทานมากกว่าทองคำ จึงสามารถนำมาผลิตนาฬิกาได้ โดยแพลทินัมที่ใช้มักจะมีความบริสุทธิ์สูง เช่น Platinum 950 (Pt950) โดยวัสดุแพลทินัมนี้มักใช้ในนาฬิการุ่นพิเศษ เช่น Nautilus 40th Anniversary หรือ Patek Philippe Grand Complications เพื่อสะท้อนความหรูหราและคุณค่าของแบรนด์
ข้อดีของแพลทินัม คือ ความบริสุทธิ์สูง ทำให้ไม่ก่อให้เกิดอาการแพ้บนผิวหนัง ไม่หมองคล้ำ และสามารถรักษามูลค่าได้ดีเยี่ยม นอกจากนี้ยังเป็นที่สุดของความหรูหรา และสื่อถึงสถานะทางสังคมด้วย
ส่วนข้อเสียของการใช้แพลทินัมในนาฬิกา คือ มีราคาที่สูงมาก รวมถึงแบรนด์นาฬิกามักจับคู่กับกลไกที่ซับซ้อน ทำให้ราคาของนาฬิกาเริ่มต้นตั้งแต่หลักล้านไปจนถึง 10 ล้าน ซึ่งทำให้หลายคนไม่สามารถเข้าถึงได้
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex มือสองได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Patek Philippe มือสอง ได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Audemars Piguet (AP) มือสอง ได้ที่นี่
Auction House เว็บไซต์ ซื้อ - ขาย นาฬิกามือสอง ของแท้ ตรวจสอบราคา Rolex, Patek philippe, Audemars Piguet (AP), Omega, Panerai, IWC, Hublot, Cartier, Franck muller ได้ที่นี่





