Auction House Logo
เปิดตำนาน Breitling แบรนด์นาฬิกาแห่งโลกการบิน | Auction House
05/14/2026

เปิดตำนาน Breitling แบรนด์นาฬิกาแห่งโลกการบิน | Auction House

เปิดตำนาน Breitling แบรนด์นาฬิกาแห่งโลกการบิน

History of Breitling1

Breitling (ไบรท์ลิ่ง) แบรนด์นาฬิกาสัญชาติสวิตเซอร์แลนด์ที่มีชื่อเสียงระดับโลก โดยเฉพาะในด้านการผลิตนาฬิกาจับเวลาที่มีความแม่นยำสูง ควบคู่กับความผูกพันอย่างลึกซึ้งกับอุตสาหกรรมการบิน ในวันนี้ Auction House จะพาทุกคนมาย้อนรอยเส้นทางประวัติศาสตร์กว่า 140 ปีของ Breitling ที่ได้มีการพัฒนาสะท้อนจิตวิญญาณแห่งนวัตกรรม ความกล้าหาญ รวมไปจนถึงวิสัยทัศน์ที่ก้าวไกลของแบรนด์ไบรท์ลิ่ง

Prolonge
จุดเริ่มต้นของแบรนด์

History of Breitling2

ประวัติศาสตร์ของแบรนด์ Breitling เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1884 โดย เล-อง ไบร์ทลิ่ง (Léon Breitling) ช่างนาฬิกาผู้หลงใหลในความแม่นยำได้เปิดเวิร์กช็อปขนาดเล็กขึ้นที่เมืองแซ็งต์อิมิเยร์ (Saint-Imier) ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นศูนย์กลางแห่งงานฝีมือและนวัตกรรมทางนาฬิกาในขณะนั้น โดยเล-องหลงใหลในความแม่นยำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับนาฬิกาจับเวลา (Chronograph) เขาเริ่มต้นผลิตนาฬิกาพกแบบจับเวลาเพื่อตอบสนองความต้องการที่เพิ่มมากขึ้นเรื่อย ๆ โดยเฉพาะในวงการกีฬา วิทยาศาสตร์ และอุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่ต้องการเครื่องมือวัดเวลาอันเที่ยงตรง แปดปีต่อมา เขาย้ายฐานการผลิตกลับไปยังเมืองลาโช-เดอ-ฟง (La Chaux-de-Fonds) บ้านเกิดของเขา และก่อตั้งโรงงานแห่งใหม่ขึ้นที่นั่น ก่อนจะเปลี่ยนชื่อบริษัทอย่างเป็นทางการว่า L. Breitling, Montbrillant Watch Manufactory ในปี ค.ศ. 1899

และ Breitling ก็เริ่มเป็นที่รู้จักในแวดวงนาฬิกาจับเวลาในยุโรป ด้วยผลงานต่าง ๆ อย่างเช่นนาฬิกาจับเวลาชื่อ "Vitesse" ซึ่งในภาษาฝรั่งเศส แปลว่า "ความเร็ว" ที่ใช้วัดช่วงความเร็วระหว่าง 15 ถึง 250 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ซึ่งเครื่องมือจับเวลานี้ถูกใช้โดยตำรวจสวิส จนทำให้เกิด "ใบสั่งความเร็วใบแรก" ขึ้น โดยในยุคแรกเริ่มนี้ ทางแบรนด์ได้ผลิตนาฬิกาพกจับเวลาจนมียอดขายสูงถึง 1 แสนเรือน นับแต่นั้นมา แบรนด์ Breitling ก็เริ่มเดินทางบนเส้นทางแห่งนวัตกรรมเรือนเวลาอย่างไม่หยุดยั้ง

Chapter 1
ยุคแรกแห่งนวัตกรรม

History of Breitling3

กำเนิดนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟ


ในปี ค.ศ. 1914 เล-องได้เสียชีวิตลงในวัย 54 ปี แต่เรื่องราวของ Breitling ก็ได้ดำเนินต่อไป เมื่อลูกชายคนเดียวของเขา กาสตอง ไบร์ทลิ่ง (Gaston Breitling) ได้เข้ามารับช่วงต่อ โดยถัดมาในปี ค.ศ. 1915 กาสตองได้สร้างประวัติศาสตร์ ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาข้อมือโครโนกราฟที่มีปุ่มกดแยกออกจากเม็ดมะยม เป็นเรือนแรกของโลก ซึ่งถือเป็นหนึ่งในนาฬิกาข้อมือจับเวลาเรือนแรก ๆ ของโลกอีกด้วย

สิทธิบัตรระบบโครโนกราฟ


เมื่อเวลาผ่านไป Gaston Breitling เริ่มวางรากฐานความเชื่อมั่นในแวดวงวิชาชีพอย่างมั่นคง โดยในช่วงปี ค.ศ. 1923 เขาได้จดสิทธิบัตรระบบโครโนกราฟที่สามารถกดหยุดและรีเซตเวลาได้อย่างอิสระ ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญทางเทคโนโลยีที่ได้รับความไว้วางใจจากผู้ใช้ทั่วโลก ต่อมา เมื่อกาสตอง ไบร์ทลิ่ง (Gaston Breitling) เสียชีวิตลง วิลลี ไบร์ทลิ่ง (Willy Breitling) ลูกชายของกาสตอง ได้เข้ามาสืบทอดกิจการในปี ค.ศ. 1932 และสานต่อวิสัยทัศน์แห่งนวัตกรรมทันที โดยในปี ค.ศ. 1933 วิลลีได้พัฒนาโครโนกราฟสมัยใหม่อย่างแท้จริง ด้วยการเพิ่มปุ่มกดที่สองตรงตำแหน่ง 4 นาฬิกา ทำให้เกิดระบบ Dual-pusher กล่าวได้ว่า Breitling ไม่ได้เพียงแค่ผลิตนาฬิกาโครโนกราฟ แต่ยังได้กำหนดมาตรฐานใหม่ให้แก่วงการผ่านนวัตกรรมตลอดสามรุ่นแรกของตระกูลไบร์ทลิ่ง พร้อมกับหล่อหลอมโลกของนาฬิกาโครโนกราฟไปตลอดกาล

Chapter 2 - ยุคแห่งการบิน

History of Breitling4

เครื่องมือและอุปกรณ์ในห้องนักบิน


ในปี ค.ศ. 1932 วิลลี ไบร์ทลิ่ง (Willy Breitling) ได้สานต่อนวัตกรรมของครอบครัวและหันมามุ่งเน้นกับแวดวงการบิน ทำให้ต่อมาในปี ค.ศ. 1937 วิลลีได้ตัดสินใจก่อตั้งแผนก "Huit Aviation" เพื่อผลิตเครื่องมือวัดเวลา และอุปกรณ์ในห้องนักบินโดยเฉพาะ ทั้งสำหรับการบินทางทหารและพาณิชย์ และในปี ค.ศ. 1939 กระทรวงการบินอังกฤษ (British Air Ministry) ได้ว่าจ้างให้ Breitling จัดหานาฬิกาโครโนกราฟสำหรับติดตั้งบนเครื่องบินของกองทัพอากาศอังกฤษ (RAF) ซึ่งเป็นการยืนยันสถานะของแผนก Huit ในฐานะผู้จัดหารายสำคัญสำหรับอุปกรณ์ด้านการบิน ในช่วงเวลาที่สงครามโลกกำลังจะเริ่มขึ้น

กำเนิด Circular Slide-Rule


หนึ่งในนวัตกรรมที่สำคัญที่สุดของ Breitling คือการพัฒนาและจดสิทธิบัตรระบบ Circular Slide-Rule บนนาฬิกาโครโนกราฟ โดยในปี ค.ศ. 1942 Breitling ได้เปิดตัว "Chronomat" นาฬิกาเครื่องมืออเนกประสงค์ที่ติดตั้งระบบ Circular Slide-Rule บนขอบหน้าปัดแบบหมุนได้ ซึ่งช่วยให้ผู้ใช้สามารถคำนวณค่าต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็ว ทั้ง Tachymeter (วัดความเร็ว), Telemeter (วัดระยะทาง), Pulsometer (วัดอัตราการเต้นของชีพจร) และการคำนวณทางคณิตศาสตร์อื่น ๆ Chronomat จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบในหมู่นักกีฬา ผู้เชี่ยวชาญด้านอุตสาหกรรมต่าง ๆ และช่างเทคนิคทั้งหลาย

กำเนิดนาฬิกา Premier


ในปี ค.ศ. 1943 ซึ่งเข้าสู่ช่วงปลายของสงครามโลกครั้งที่ 2 วิลลี ไบร์ทลิ่ง (Willy Breitling) ตระหนักว่าผู้คนเริ่มโหยหาความหรูหราและความงาม เขาจึงขยายขอบเขตจากการผลิตเพียงเครื่องมือสำหรับมืออาชีพ มาสู่การเปิดตัวคอลเลกชัน "Premier" นาฬิกาที่ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับความสง่างามเป็นอันดับแรก โดยมีการใช้วัสดุมีค่าอย่างทองคำและรายละเอียดการตกแต่งอันประณีตต่าง ๆ ชื่อ "Premier" ซึ่งหมายถึง "First" หรือ "ครั้งแรก" ในภาษาฝรั่งเศส สะท้อนความตั้งใจที่จะเป็นนาฬิการุ่นแรกที่ให้ความสำคัญกับสไตล์และความงดงามเป็นสำคัญ

หลังจากที่ Premier ประสบความสำเร็จ วิลลี (Willy Breitling) ได้พัฒนาและเปิดตัวนาฬิกาอย่างต่อเนื่อง เช่น "Duograph" นาฬิกาโครโนกราฟแบบ Split-seconds ที่สำหรับจับเวลาสองเหตุการณ์พร้อมกันได้ และยังมี "Datora" นาฬิกาที่รวมฟังก์ชันแสดงวัน วันที่ และเฟสดวงจันทร์ไว้ในดีไซน์ที่สมดุลและสวยงาม รวมไปถึงนาฬิกาสำหรับสุภาพสตรีอย่าง "Vigneronne" นาฬิกาในรูปแบบเข็มกลัดประดับอัญมณี ที่ซ่อนหน้าปัดนาฬิกาไว้อย่างประณีต

Chapter 3 - Birth of the Icon

History of Breitling5

กำเนิด Navitimer สุดยอดนาฬิกานักบิน


ในช่วงทศวรรษ 1950 "ยุคทอง" ของอุตสาหกรรมการบินได้เริ่มต้นขึ้น โดยการบินพลเรือนได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว พร้อมกับความเจริญรุ่งเรืองหลังสงครามที่ส่งเสริมกิจกรรมยามว่างอย่างการขับขี่และกีฬาทางน้ำ วิลลี ไบร์ทลิ่ง (Willy Breitling) เล็งเห็นโอกาสเหล่านี้ จึงได้สร้างสรรค์นาฬิกาที่มีดีไซน์ระดับไอคอนิกหลายรุ่น ซึ่งยังคงเป็นที่จดจำและแสวงหาจนถึงทุกวันนี้ จุดเริ่มต้นสำคัญคือ ปี ค.ศ. 1952 กับการเปิดตัว Navitimer นาฬิกาสำหรับนักบิน ซึ่งช่วยให้นักบินสามารถคำนวณข้อมูลการบินที่จำเป็นทั้งหมดได้ ได้แก่ ความเร็วเฉลี่ย ระยะทางที่เดินทาง และการใช้เชื้อเพลิง จุดเด่นคือการผสานฟังก์ชันโครโนกราฟเข้ากับสไลด์รูลแบบวงกลมจากรุ่น Chronomat ทำให้สามารถคำนวณข้อมูลการบินได้อย่างรวดเร็ว โดยชื่อ "Navitimer" มาจากการรวมคำว่า "Navigation" และ "Timer" สะท้อนหน้าที่หลักของนาฬิกาเรือนนี้ได้อย่างชัดเจน เพียงสองปีต่อมา สมาคมเจ้าของและนักบินอากาศยาน (AOPA) ได้ประกาศให้ Navitimer เป็นนาฬิกาอย่างเป็นทางการของสมาคม และนาฬิกาเรือนนี้ก็กลายเป็น "Flight Computer" หรือ "คอมพิวเตอร์การบิน" บนข้อมือที่นักบินทั่วโลกไว้วางใจ

กำเนิด SuperOcean นาฬิกาดำน้ำเรือนแรก


จุดเปลี่ยนสำคัญอีกประการ เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 1957 เมื่อวิลลี่เล็งเห็นว่าการดำน้ำลึก หรือ Scuba Diving กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว เขาจึงตัดสินใจขยายขอบเขตของแบรนด์จาก "อากาศ" สู่ "ทะเล" ด้วยการเปิดตัว SuperOcean นาฬิกาดำน้ำที่สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร โดยแบ่งออกเป็น 2 รุ่นหลัก ได้แก่ รุ่นบอกเวลาทั่วไป (Time-only) และรุ่นที่มีฟังก์ชันโครโนกราฟ ซึ่ง Superocean ได้รับการยกย่องให้เป็นหนึ่งในนาฬิกาดำน้ำโครโนกราฟเรือนแรกของโลก

การเดินทางสู่อวกาศ


ทศวรรษ 1960 ยังเป็นช่วงเวลาที่ Breitling ก้าวสู่ "อวกาศ" โดยในปี ค.ศ. 1962 เมื่อสกอตต์ คาร์เพนเตอร์ (Scott Carpenter) นักบินอวกาศโครงการ Mercury 7 ของ NASA ซึ่งหลงใหลใน Navitimer ได้ขอให้วิลลี่พัฒนานาฬิการุ่นพิเศษสำหรับภารกิจในอวกาศ ผลลัพธ์คือ Cosmonaute Navitimer รุ่นพิเศษที่มีหน้าปัดและกลไกแบบ 24 ชั่วโมง เพื่อให้สามารถแยกแยะกลางวันและกลางคืนขณะโคจรรอบโลกได้ จนเมื่อวันที่ 24 พฤษภาคม 1962 คาร์เพนเตอร์ได้สวม Cosmonaute ขณะโคจรรอบโลกสามรอบ ทำให้มันกลายเป็นนาฬิกาข้อมือสวิสเรือนแรกที่ได้เดินทางไปสู่อวกาศ

กำเนิด Top Time Fashion Icon สำหรับวัยรุ่น


ในปี 1964 วิลลี ไบร์ทลิ่ง ได้เปิดตัวคอลเลกชัน "Top Time" โดยมุ่งเป้าไปที่ "มืออาชีพวัยหนุ่มสาวที่มีความกระฉับกระเฉง" โดยเฉพาะ ด้วยการออกแบบที่หรูหราแต่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร ทั้งตัวเรือนรูปทรง Cushion และหน้าปัดลายกราฟิกสะดุดตา โดยชื่อ "Top Time" ถูกตั้งขึ้นอย่างตั้งใจเพื่อให้สั้น กระชับ อีกทั้งการใช้คำภาษาอังกฤษ ซึ่งเรียบง่ายตรงไปตรงมา ยังสะท้อนถึงพลังงานความทันสมัยได้เป็นอย่างดี นาฬิกาโครโนกราฟที่ไม่เหมือนใครนี้ กลายเป็นไอเทมแฟชั่นที่ขาดไม่ได้ได้อย่างรวดเร็ว ปรากฏอยู่บนหน้าสื่อชั้นนำอย่าง Time, Life และ Harper's Bazaar รวมถึงวงการภาพยนตร์ ซึ่งทั้งหมดยิ่งช่วยยืนยันสถานะระดับตำนานให้กับนาฬิกาเรือนนี้ได้เป็นอย่างดี

เปิดตัว Chrono-matic กลไก Chronograph อัตโนมัติ


ปิดท้ายยุคทองด้วยนวัตกรรมครั้งสำคัญในปี ค.ศ. 1969 กับการเปิดตัว Caliber Chrono-matic กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติรุ่นแรก ๆ ของโลก ซึ่งเป็น Project ขนาดใหญ่ที่ได้ร่วมพัฒนากับพันธมิตร เช่น Heuer , Dubois Depraz และ Hamiton ซึ่งการออกแบบที่ให้เม็ดมะยมอยู่ด้านซ้าย และปุ่มกดอยู่ด้านขวาทำให้ Chrono-matic มีความโดดเด่นและสร้างแรงบันดาลใจให้กับโครโนกราฟอัตโนมัติรุ่นต่อ ๆ มา

Chapter 4 - เข้าสู่ยุคการใหม่ของ Breitling

History of Breitling6

วิกฤตนาฬิกาควอตซ์


ช่วงปลายทศวรรษ 1970 วงการนาฬิกาต้องเผชิญกับ "วิกฤตควอตซ์" การเข้ามาของนาฬิกาควอตซ์ที่แม่นยำกว่า ทนทานกว่า และราคาถูกกว่านาฬิกากลไกแบบดั้งเดิม ทำให้หลายแบรนด์นาฬิกาต้องปิดตัวลง และท่ามกลางความไม่แน่นอนนี้ วิลลี่ ไบรท์ลิ่ง ซึ่งสุขภาพเริ่มถดถอย ก็ยังปฏิเสธข้อเสนอการควบรวมกิจการจากบริษัทต่าง ๆ และมุ่งมั่นหาผู้สืบทอดที่จะรักษาความเป็นแบรนด์นาฬิกาอิสระเอาไว้ จนในปี ค.ศ. 1979 เขาพบคนคนนั้นในชื่อ เออร์เนสต์ ชไนเดอร์ (Ernest Schneider) นักบินและผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีควอตซ์ ผู้ซึ่งจะพา Breitling เข้าสู่ยุคใหม่ภายใต้สโลแกน "Instruments for Professionals" เออร์เนสต์มองเห็นโอกาสในวิกฤต แทนที่จะมองควอตซ์เป็นศัตรู เขาเลือกใช้เทคโนโลยีนี้เพื่อสร้างนาฬิกาที่มีความแม่นยำสูงสำหรับมืออาชีพ และได้เปิดตัวรุ่นสำคัญหลายรุ่นอย่างเช่น Aerospace ในขณะเดียวกันก็ยังคงส่งเสริมความงามและคุณค่าของนาฬิกากลไกแบบดั้งเดิม

การกลับมาของนาฬิกากลไก


ในปี ค.ศ. 1983 เมื่อ Breitling ได้เล็งเห็นโอกาสสำคัญและได้รับมอบหมายให้ออกแบบนาฬิกาอย่างเป็นทางการให้กับทีมแสดงการบินผาดโผนระดับโลก Frecce Tricolori ของอิตาลี ผลลัพธ์คือนาฬิกาที่มีขอบหน้าปัดแบบหมุนได้พร้อม "แท่นยึด" สี่จุดที่ตำแหน่ง 15 นาที เพื่อปกป้องกระจกในสภาพแวดล้อมคับแคบของห้องนักบิน พร้อมกับสายนาฬิกาแบบ Rouleaux ทำให้นาฬิการุ่นนี้กลายเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับคอลเลกชัน Chronomat ที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1984 ในโอกาสฉลองครบรอบ 100 ปีของรุ่น Chronomat นอกจากนี้ ในปี ค.ศ. 1986 Navitimer ก็ได้กลับมาอีกครั้ง โดยทั้งสองรุ่นนี้ประสบความสำเร็จอย่างงดงาม และช่วยทำให้นาฬิกากลไกโครโนกราฟกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้งในวงการนาฬิกาสากล

ความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์


ในปี ค.ศ. 1994 เออร์เนสต์ ชไนเดอร์ (Ernest Schneider) ได้ส่งต่อธุรกิจอย่างเป็นทางการให้แก่ลูกชายของเขา ธีโอดอร์ ชไนเดอร์ (Theodore Schneider) ซึ่งถือเป็นการก้าวสู่ยุคผู้นำรุ่นที่ห้าของ Breitling ธีโอดอร์ได้ตั้งเป้าหมายอันกล้าหาญที่จะทำให้นาฬิกา Breitling ทุกเรือนมีความแม่นยำระดับโครโนมิเตอร์ (Chronometer) โดยเขาได้เลือกสถาบันทดสอบโครโนมิเตอร์อย่างเป็นทางการของสวิส (COSC) ให้เป็นหน่วยงานสำหรับการรับรองมาตรฐานกลไกของแบรนด์ ซึ่งกลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่อุตสาหกรรมนาฬิกาทั้งโลกเริ่มยึดถือ ต่อมาในปี ค.ศ. 2001 Breitling ก็ได้สร้างโรงงาน Breitling Chronometrie ที่เมืองลาโช-เดอ-ฟงด์ (La Chaux-de-Fonds) เพื่อทดสอบกลไกก่อนส่งมอบ จุดสูงสุดของความมุ่งมั่นนี้เกิดขึ้นในปี ค.ศ. 2009 กับการเปิดตัว Breitling Manufacture Caliber 01 กลไกโครโนกราฟอัตโนมัติที่พัฒนาและผลิตขึ้นภายในอย่างแท้จริง และยังคงเป็นมาตรฐานสำคัญของวงการนาฬิกามาจนถึงทุกวันนี้

Chapter 5 - Breitling ในปัจจุบัน

History of Breitling7

วิสัยทัศน์ใหม่ของ Breitling


ในปี ค.ศ. 2017 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของ Breitling เมื่อกองทุน CVC Capital Partners เข้าซื้อกิจการและแต่งตั้ง จอร์จ เคิร์น (Georges Kern) อดีตผู้บริหาร IWC เป็น CEO คนใหม่ การเปลี่ยนแปลงครั้งนี้ไม่ได้หมายถึงการละทิ้งอดีต แต่คือการนำพาแบรนด์กลับสู่รากเหง้าที่สำคัญ พร้อมทั้งมองไปข้างหน้าด้วยวิสัยทัศน์ใหม่

ภายใต้การนำของจอร์จ เคิร์น Breitling ได้เปิดตัวแคมเปญ Squad On A Mission ซึ่งแทนที่การใช้นักแสดงหรือคนดังเพียงคนเดียว ด้วยทีมของแอมบาสเดอร์จากหลากหลายสาขาที่แบ่งปันค่านิยมเดียวกัน ได้แก่ ความมุ่งมั่น ความเป็นมืออาชีพ และจิตวิญญาณแห่งการสำรวจ แบรนด์ยังได้ขยายขอบเขตจากกลยุทธ์ที่เน้นการบินเพียงอย่างเดียว สู่การโอบรับสามจักรวาลแห่งมรดกของแบรนด์ โดยแบ่งออกเป็น คอลเลกชันทางอากาศ (Air), คอลเลกชันทางบก (Land), และคอลเลกชันทางน้ำ (Sea)

คอลเลกชันทางอากาศ (Air Collections)

History of Breitling8


Navitimer


นาฬิกานักบินระดับไอคอนของ Breitling ซึ่งกำเนิดขึ้นในปี ค.ศ. 1952 จากความร่วมมือกับ Aircraft Owners and Pilots Association (AOPA) เพื่อสร้างคอมพิวเตอร์การบินบนข้อมือ ซึ่งช่วยให้นักบินคำนวณข้อมูลสำคัญระหว่างการบินโดยไม่ต้องพึ่งพาอุปกรณ์เสริม จุดเด่นของนาฬิกาอยู่ที่ Circular Slide Rule ซึ่งช่วยคำนวณความเร็ว การใช้เชื้อเพลิง อัตราการขึ้น-ลง โดยหน้าปัดจะมีความซับซ้อนแต่ยังคงการอ่านค่าได้อย่างชัดเจน นาฬิการุ่นใหม่ในปัจจุบัน มีการปรับปรุงให้บางลง ใช้วัสดุหลากหลาย และมีขนาดให้เลือกหลายขนาด เพื่อรองรับผู้สวมใส่ทุกกลุ่ม

Avenger


ถูกออกแบบมาเพื่อความทนทานและการใช้งานในสภาวะสุดขั้ว โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกาสำหรับทหาร ซึ่งหน่วยปฏิบัติการพิเศษต่างต้องการนาฬิกาที่มีความทนทาน และเชื่อถือได้ในสถานการณ์ฉุกเฉิน จุดเด่นของนาฬิกา คือ Rider Tabs บนขอบตัวเรือน ซึ่งเป็นปุ่มนูนที่ช่วยให้หมุนขอบตัวเรือนได้ง่ายแม้สวมถุงมือ ตัวเรือนมีขนาดใหญ่ หนา และแข็งแรง หน้าปัดถูกออกแบบให้อ่านค่าได้ง่าย และมีขอบหยัก

Classic AVI


นาฬิกาที่รำลึกถึงยุคทองของการบินและฝูงบินในประวัติศาสตร์ โดยได้รับแรงบันดาลใจมาจากนาฬิกานักบินที่ Breitling ผลิตให้กับกองทัพอากาศทั่วโลกในช่วงทศวรรษ 1950 โดยเฉพาะฝูงบินในตำนานต่าง ๆ ซึ่งนาฬิกามีดีไซน์ย้อนยุคที่เรียบง่ายกว่า Navitimer ตัวเลขบนหน้าปัดขนาดใหญ่ที่อ่านง่าย และเข็มนาฬิกามีความคลาสสิกสวยงาม

คอลเลกชันทางบก (Land Collections)

History of Breitling9


Chronomat


นาฬิกาสปอร์ตหรูที่ผสานความทนทานและความสง่างามไว้ด้วยกัน เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1942 ในฐานะนาฬิกาโครโนกราฟพร้อม Slide Rule จากนั้นได้รับการพัฒนาฟื้นฟูอย่างแท้จริงในปี ค.ศ. 1984 โดยเอกลักษณ์อันโดดเด่น คือ Rider Tabs บนขอบตัวเรือน และการฝังกระจกไว้ในขอบตัวเรือนเพื่อป้องกันความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น เมื่อนักบินเปิดและปิดหลังคาในห้องนักบิน มาพร้อมเม็ดมะยมทรงหัวหอมที่จับใช้งานง่าย และสายโลหะ "Rouleaux" ที่ทนทาน และยังคงเป็นเอกลักษณ์ของ Chronomat มาจนถึงทุกวันนี้

Premier


นาฬิกาที่ถูกออกแบบมาอย่างเรียบหรู แนว Dress Watch เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1943 และถูกนำกลับมาอีกครั้งโดย Georges Kern ในปี ค.ศ. 2018 จุดเด่นของนาฬิกาคือมีความแม่นยำสูง พร้อมกับดีไซน์ที่บาง โดยนาฬิกาในคอลเลกชันนี้ได้สร้างมาตรฐานใหม่ในการผลิต ด้วยการนำนาฬิกาโครโนกราฟที่ใช้งานจริงในห้องนักบินมาสู่การใช้งานซึ่งเน้นที่ความเรียบหรูเป็นทางการ ด้วยวัสดุ กลไก และการออกแบบที่ยังสืบทอดมรดกมาอย่างยาวนาน ผสานสไลต์ที่เหนือกาลเวลา เข้ากับงานฝีมือสมัยใหม่

Lady Premier


คอลเลกชันนาฬิกาที่ถูกออกแบบสำหรับคุณผู้หญิง เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1946 ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจาก Beatrice ซึ่งเป็นภรรยาของ Willy Breitling โดยมีการออกแบบขนาดตัวเรือนให้เล็กลง เพื่อให้เหมาะกับข้อมือของคุณผู้หญิง โดยนาฬิกายังคงความเรียบหรูของ Premier แต่เพิ่มรายละเอียดที่อ่อนช้อย เช่น การฝังเพชร อีกทั้งหน้าปัดอาจมีการตกแต่งแบบ Guilloché หรือลายแม่ของมุก อีกทั้งยังมีสายนาฬิกาให้เลือกจับคู่อย่างหลากหลายทั้งสายหนัง สายโลหะ และสายผ้า และสามารถเลือกได้ตามความต้องการระหว่างกลไกอัตโนมัติหรือควอตซ์

Top Time


นาฬิกาโครโนกราฟสไตล์ย้อนยุคที่สะท้อนจิตวิญญาณยุค 1960s เปิดตัวครั้งแรกในปี ค.ศ. 1964 ในฐานะนาฬิกาสำหรับวัยรุ่นยุคใหม่ที่มีความทันสมัย และปรากฏในภาพยนตร์เจมส์ บอนด์เรื่อง Thunderball (1965) ดีไซน์ย้อนยุคที่โดดเด่นด้วยหน้าปัดที่มีลวดลายเฉพาะตัว เช่น ลายตาราง "Zorro" หรือลายกราฟิกที่ได้รับแรงบันดาลใจจากมอเตอร์ไซค์คลาสสิก

คอลเลกชันทางน้ำ (Sea Collections)

History of Breitling10

Superocean


นาฬิกาดำน้ำสมัยใหม่ที่เน้นประสิทธิภาพและความทนทาน พัฒนาต่อยอดจากมรดกของ Superocean เพื่อตอบสนองความต้องการของนักดำน้ำยุคใหม่ที่ต้องการนาฬิกาที่ทนทานและอ่านค่าได้ง่ายในสภาพใต้น้ำ ขอบตัวเรือนเซรามิกที่ทนทานต่อการขีดข่วน มีตัวเลขที่ชัดเจน หน้าปัดออกแบบให้อ่านค่าได้อย่างง่ายดาย ด้วยหลักชั่วโมงและเข็มขนาดใหญ่ พร้อมสารเรืองแสง Super-LumiNova®

Superocean Heritage


การเฉลิมฉลองมรดกนาฬิกาดำน้ำยุค 1950s-1960s โดยสืบทอดมาจาก Superocean รุ่นแรกในปี ค.ศ. 1957 ซึ่งเป็นนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรกของ Breitling และรุ่น Ref. 807 ที่เป็นโครโนกราฟดำน้ำเรือนแรก ๆ ของโลก ดีไซน์ย้อนยุคที่โดดเด่นด้วยขอบตัวเรือนแบบเก่าที่มีตัวเลขฟอนต์วินเทจ มีให้เลือกทั้งสายนาฬิกาแบบ Mesh (ตาข่ายโลหะ) ที่เป็นเอกลักษณ์ หรือสายหนัง

Professional


หนึ่งในคติประจำใจที่คงอยู่มาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบันของ Breitling คือ "Instruments for Professionals" ถูกนำมาเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์นาฬิกาคอลเลกชันนี้ให้พร้อมด้วยฟังก์ชันขั้นสูงสำหรับนักผจญภัยและนักสำรวจที่กล้าที่จะท้าทายขีดจำกัด แม้ในปัจจุบันเว็บไซต์ทางการจะจัดหน้าคอลเลกชันย่อยแยกกันเพื่อเน้นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ทุกเรือนล้วนแบ่งปันดีเอ็นเอแห่งความทนทานและประโยชน์ใช้งานสูงสุดเช่นเดียวกัน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าคำว่า "มืออาชีพ" ของแบรนด์ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงอาชีพใดอาชีพหนึ่ง แต่หมายถึงจิตวิญญาณของทุกคนที่มุ่งมั่นสู่ความเป็นเลิศในทุกสาขาอาชีพ

ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex มือสอง ได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Patek Philippe มือสอง ได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Audemars Piguet (AP) มือสอง ได้ที่นี่
Auction House เว็บไซต์ ซื้อ - ขาย นาฬิกามือสอง ของแท้ ตรวจสอบราคา Rolex, Patek philippe, Audemars Piguet (AP), Omega, Panerai, IWC, Hublot, Cartier, Franck muller ได้ที่นี่

Recommended Articles