Auction House Logo
 Gerald Genta นักออกแบบนาฬิการะดับตำนาน | Auction House
07/31/2025

Gerald Genta นักออกแบบนาฬิการะดับตำนาน | Auction House

Gerald Genta นักออกแบบนาฬิการะดับตำนาน

Gerald Genta 1

เมื่อเอ่ยถึงชื่อ Gérald Genta (เจอราร์ลด์ เจนต้า) ผู้คนในวงการนาฬิกาย่อมรู้กันดีว่านี่คือหนึ่งในบุคคลสำคัญผู้พลิกโฉมวงการนาฬิกาให้ก้าวสู่ยุคใหม่ เพราะ Gérald Genta คือชายผู้เปลี่ยนนิยามของนาฬิกาหรู จนกลายเป็นตำนานนักออกแบบนาฬิกาข้อมือที่โลกไม่มีวันลืม โดยในวันนี้ Auction House จะพาทุกคนมาย้อนรอยดูเส้นทางชีวิตของ Gérald Genta ตั้งแต่จุดเริ่มต้น ไปจนถึงผลงานการออกแบบนาฬิการะดับไอคอนิกที่ยังคงตราตรึงใจผู้คนทั่วโลกมาจนถึงปัจจุบัน

Chapter 1 - จุดเริ่มต้นตำนาน Gérald Genta

Gerald Genta 2

Gérald Genta เกิดเมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ค.ศ. 1931 ที่เมืองเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ จุดเริ่มต้นในเส้นทางอาชีพของเขาไม่ได้มาจากโลกของนาฬิกาโดยตรง แต่เริ่มจากการจบการศึกษาในด้านช่างทอง หรือ Goldsmith โดยเขาเป็นนักอัญมณีและนักออกแบบเครื่องประดับ โดย Genta เข้าใจอย่างลึกซึ้งถึงความสำคัญของสัดส่วนที่ลงตัว เส้นสายที่สวยงามลื่นไหล รวมถึงการเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม เพื่อเน้นให้ชิ้นงานดูโดดเด่นและมีความงดงามมากที่สุด

Polerouter - จุดเริ่มต้นในวงการนาฬิกาของ Gérald Genta

Gerald Genta 3


ตำนานบนเส้นทางสู่วงการนาฬิกาของ Gérald Genta เริ่มต้นขึ้นเมื่อเขามีอายุเพียง 23 ปี ซึ่งคือ ค.ศ. 1954 ในขณะนั้น โดยเขาได้รับเลือกจาก Universal Genève บริษัทผลิตนาฬิกาชั้นนำของสวิตเซอร์แลนด์ที่มีประวัติยาวนาน ให้สร้างสรรค์นาฬิกาเรือนใหม่ ซึ่งต่อมากลายเป็นรุ่นที่สร้างชื่อเสียงให้กับเขาเป็นครั้งแรก นั่นคือนาฬิกา Polerouter

Polerouter ถูกออกแบบมาเพื่อรองรับการใช้งานโดยนักบินของสายการบิน Scandinavian Airlines System (SAS) ซึ่งในยุคนั้นเริ่มเปิดเส้นทางการบินเหนือขั้วโลก จึงจำเป็นต้องใช้นาฬิกาที่สามารถทนทานต่อแรงกระแทก กันน้ำ และทนต่อสนามแม่เหล็กได้ดี ซึ่งความท้าทายด้านวิศวกรรมนี้ Genta ตอบโจทย์ได้อย่างงดงาม

จุดเด่นของ Polerouter ไม่ได้อยู่แค่ในด้านฟังก์ชันการใช้งานที่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังอยู่ที่ดีไซน์อันเรียบง่าย สง่างาม และเหนือกาลเวลา ซึ่งกลายเป็นอัตลักษณ์การออกแบบที่สำคัญของ Genta ที่ถูกพัฒนาต่อยอดสู่ผลงานระดับตำนานในเวลาต่อมา การผสมผสานระหว่าง ความสามารถในการใช้งาน และความงามที่เรียบง่ายของ Polerouter ทำให้นาฬิกาเรือนนี้กลายเป็นหนึ่งในความสำเร็จอันยิ่งใหญ่ของ Universal Genève

หลังจากออกจาก Universal Genève ในช่วงปลายยุค 1950s ทาง Genta ได้เลือกเส้นทางที่แตกต่างจากนักออกแบบทั่วไปในยุคนั้น โดยหันมาเป็นนักออกแบบอิสระ (Freelance Designer) ซึ่งทำให้เขาได้ร่วมงานกับแบรนด์นาฬิกาชั้นนำหลากหลาย

Gérald Genta กับ Omega Constellation

Gerald Genta 4


ในปี ค.ศ. 1959 เขาได้ร่วมงานกับ Omega และมีบทบาทสำคัญในการปรับโฉมนาฬิการุ่นคลาสสิกของแบรนด์อย่าง Omega Constellation โดยเปลี่ยนดีไซน์จากเดิมที่เน้นความโค้งมน มาใช้ตัวเรือนทรง C-shape ที่ดูทันสมัยยิ่งขึ้น พร้อมกับออกแบบขาของสายนาฬิกา (Lugs) ให้เชื่อมต่อกับตัวเรือนได้อย่างแนบเนียน หรือที่เรียกว่า Integrated Lugs สำหรับหน้าปัดแบบ Pie-Pan อันเป็นเอกลักษณ์ ก็ถูกปรับให้ดูเรียบง่ายและมีเหลี่ยมที่น้อยลง พร้อมเปลี่ยนดีไซน์ของเข็มนาฬิกาจากทรง Dauphine ที่ดูหรูหรา มาเป็นเข็มแท่ง (Stick Hands) ซึ่งถือว่าเป็นอีกชิ้นผลงานการออกแบบที่แสดงให้เห็นถึงวิสัยทัศน์อันเฉียบคมของ Genta ในการออกแบบนาฬิกาให้ก้าวข้ามกาลเวลาได้เป็นอย่างดี

Gérald Genta กับ Rolex King Midas

Gerald Genta 5


ในปี ค.ศ. 1964 Gérald Genta ยังได้ฝากผลงานกับ Rolex ซึ่งถือเป็นหนึ่งในโปรเจกต์ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก แต่ก็ยังน่าสนใจไม่น้อย นั่นคือนาฬิการุ่น Rolex King Midas Ref. 9630 ชื่อของ “King Midas” ได้รับแรงบันดาลใจมาจาก กษัตริย์ไมดาส ในตำนานเทพเจ้ากรีก ผู้มีพลังวิเศษในการเปลี่ยนทุกสิ่งที่สัมผัสให้กลายเป็นทองคำ ดังนั้น Genta จึงนำคอนเซ็ปต์นี้มาตีความผ่านงานออกแบบนาฬิกาได้อย่างแปลกใหม่และโดดเด่น

ตัวเรือนของนาฬิกา King Midas มีรูปทรงอสมมาตร (Asymmetrical) อีกทั้งยังมาพร้อมกับสายนาฬิกาแบบ Integrated ที่หล่อขึ้นจากทองคำแท้ 18 กะรัต โดยทั้งตัวเรือนและสายนั้นถูกหลอมเป็นชิ้นเดียวกัน จึงทำให้นาฬิกามีน้ำหนักมากถึง 200 กรัม นับเป็นนาฬิกาทองคำที่หนักที่สุดในตลาด ณ ขณะนั้น และยังเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่มีราคาสูงที่สุดของ Rolex ในยุคนั้นอีกด้วย

King Midas เป็นผลงานที่สะท้อนให้เห็นถึงความกล้าคิด กล้าทำ และความเป็นเอกลักษณ์ในแบบของ Genta ได้อย่างชัดเจน แม้จะไม่ใช่รุ่นที่พบเห็นบ่อยนักในปัจจุบัน แต่ก็ถือเป็นคอลเลกชันหายากที่นักสะสมตัวจริงหลายคนเฝ้าตามหา

Chapter 2 - ตำนานนาฬิกา Sport Luxury

Gerald Genta 6

กำเนิด Royal Oak

Gerald Genta 7


ช่วงทศวรรษ 1970 ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมนาฬิกาสวิสเนื่องจากวิกฤตการณ์ควอตซ์ (Quartz Crisis) ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อมีนาฬิกาควอตซ์ราคาย่อมเยาจากญี่ปุ่นหลั่งไหลเข้ามาสู่ตลาดโลก ส่งผลให้แบรนด์นาฬิกาสวิสแบบดั้งเดิมที่ใช้กลไกจักรกลต้องเผชิญกับวิกฤตครั้งใหญ่ หลายแบรนด์สูญเสียยอดขายจำนวนมาก และต่างพยายามหาทางปรับตัวเพื่อความอยู่รอด หนึ่งในนั้นคือแบรนด์ Audemars Piguet กับเรื่องราวของ Royal Oak ที่ถือเป็นหนึ่งในตำนานที่ยังคงถูกเล่าขานในวงการนาฬิกาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเป็นเรื่องเล่าโดยตรงจาก Gérald Genta ว่าในช่วงบ่ายวันหนึ่งในปี ค.ศ. 1970 Georges Golay กรรมการผู้จัดการของ Audemars Piguet ได้โทรศัพท์ถึงเขา พร้อมภารกิจสำคัญที่ท้าทายอย่างยิ่ง คือการขอให้ออกแบบนาฬิกาหรูที่ผลิตจากสเตนเลสสตีล ซึ่งในขณะนั้นยังไม่เคยมีมาก่อน และต้องเป็นนาฬิกา Sport ที่ไม่เหมือนใคร และด้วยเวลาเพียงค่ำคืนเดียว Genta ก็สามารถรังสรรค์ภาพร่างของนาฬิกา ซึ่งต่อมาคือ Royal Oak ที่กลายเป็นหนึ่งในไอคอนสำคัญของวงการนาฬิกาโลก โดย Royal Oak นี้ ไม่เพียงเปลี่ยนภาพลักษณ์ของ Audemars Piguet แต่ยังเปลี่ยนแนวคิดของ "นาฬิกาหรู" ไปตลอดกาล

แนวคิดที่ Genta ได้รับมอบหมายนั้นถือว่า แหวกแนวอย่างมากสำหรับยุคนั้น เพราะในเวลานั้น นาฬิกาหรู มักจะต้องทำจากวัสดุมีค่า เช่น ทองคำหรือแพลทินัม เท่านั้น ในขณะที่นาฬิกาสเตนเลสสตีล มักถูกจัดอยู่ในหมวด Tool Watch หรือนาฬิกาที่ออกแบบมาเพื่อการใช้งานลุย ๆ เช่น สำหรับ นักบิน ทหาร หรือวิศวกร มากกว่าจะเป็นนาฬิกาสำหรับใส่ออกงานหรูหรา แต่ Genta ก็พลิกขนบธรรมเนียมเดิมทั้งหมด ด้วยการสร้างสรรค์นาฬิกาสปอร์ตที่หรูหราได้อย่างลงตัว โดยเขาได้รับแรงบันดาลใจมาจาก หมวกดำน้ำแบบเก่า (Scaphander’s Helmet) ที่ใช้ในยุคก่อน ซึ่งมีลักษณะเป็นหมวกเหล็กทรงกลม พร้อมช่องกระจกและสกรูรอบขอบหมวก โดย Genta นำองค์ประกอบนี้มาใช้ในการออกแบบกรอบหน้าปัดทรงแปดเหลี่ยม พร้อมสกรูแปดตัวที่ยึดกับตัวเรือนอย่างเด่นชัด ซึ่งกลายเป็นดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Royal Oak จนถึงทุกวันนี้

อีกหนึ่งจุดสำคัญคือสายนาฬิกาแบบ Integrated Bracelet ที่ออกแบบให้เชื่อมต่อกับตัวเรือนได้อย่างแนบเนียน ราวกับเป็นชิ้นเดียวกันทั้งหมด พร้อมทั้งใส่รายละเอียดหน้าปัดแบบแกะลาย “Tapisserie” ที่กลายเป็นลายเซ็นของ Royal Oak มาจนถึงทุกวันนี้

กำเนิด Nautilus

Gerald Genta 8

หลังจากความสำเร็จของ Royal Oak ที่กลายเป็นหมุดหมายสำคัญของแนวคิดนาฬิกาสปอร์ตหรู Patek Philippe ก็เริ่มมองหาโอกาสในการเข้าสู่ตลาดใหม่นี้ด้วยเช่นกัน โดยในงาน Basel Watch Fair ทาง Genta ได้มีโอกาสพบกับผู้บริหารของ Patek Philippe ที่ร้านอาหารแห่งหนึ่ง และเขาไม่ปล่อยให้โอกาสนี้ผ่านไป เพราะเขาได้ใช้เวลาเพียง 5 นาทีเท่านั้น ในการวาดคอนเซ็ปต์ของนาฬิกาลงบนผ้าเช็ดปาก แล้วนำเสนอให้กับผู้บริหารในทันที และภาพร่างนั้นเองคือต้นแบบของนาฬิกาที่กลายเป็นอีกหนึ่งตำนานของ Patek Philippe นั่นก็คือ Nautilus นาฬิกา "Sport Luxury" ที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว และกลายเป็นหนึ่งในเรือนเวลาที่ผู้คนทั่วโลกต้องการครอบครองมากที่สุดจนถึงปัจจุบัน

โดยนาฬิกา Nautilus เรือนแรกที่ออกมา คือ Ref. 3700 ได้รับแรงบันดาลใจจากช่องหน้าต่างของเรือเดินสมุทร ที่มีลักษณะคล้ายสี่เหลี่ยมผืนผ้าโค้งมน พร้อมกับ “บานพับ” สองข้างที่ยื่นออกมาคล้ายหู ซึ่งกลายเป็นจุดเด่นที่ทำให้ผู้คนต่างจดจำรูปทรงของนาฬิกาได้อย่างง่ายดายทันที ลายหน้าปัดนูนพาดขวาง (Horizontal Groves) และขนาดตัวเรือนที่ใหญ่จนได้ฉายา “Jumbo” พร้อมใช้วัสดุ Stainless Steel มาทำตัวเรือนทั้งที่ไม่เคยทำมาก่อน สายนาฬิกาเป็นแบบ Integrated Bracelet ที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนได้อย่างแนบเนียน โดย Genta ก็ออกแบบให้มีความเพรียวบางและมีรูปแบบข้อต่อที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เพื่อให้เหมาะกับสไตล์ของ Patek Philippe การออกแบบ Nautilus ไม่เพียงตอกย้ำความสำเร็จของแนวคิด Sport-Luxury เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถอันน่าทึ่งของ Gérald Genta ในการสร้างสรรค์ผลงานที่แตกต่าง หลากหลาย และเป็นตำนาน

กำเนิด IWC Ingenieur SL

Gerald Genta 9

นอกเหนือจาก Royal Oak และ Nautilus แล้ว Gérald Genta ยังได้ฝากผลงานสำคัญไว้อีกหนึ่งเรือนในหมวดนาฬิกาสปอร์ตลักซ์ชัวรี นั่นคือนาฬิกา Ingenieur SL ซึ่งเขาออกแบบให้กับแบรนด์ IWC

คำว่า “Ingenieur” ในภาษาเยอรมันมีความหมายว่า “วิศวกร” ซึ่งสะท้อนตัวตนของนาฬิการุ่นนี้ได้อย่างชัดเจน เพราะนาฬิกา IWC Ingenieur ถูกพัฒนาขึ้นหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่สอง เพื่อรองรับการใช้งานจริงในสภาพแวดล้อมที่ท้าทาย ซึ่งขึ้นชื่อทั้งความทนทาน ความแม่นยำ และความสามารถในการกันสนามแม่เหล็ก ซึ่งคือหัวใจหลักของนาฬิกาเรือนนี้ และเมื่อ IWC ต้องการยกระดับรูปลักษณ์ของ Ingenieur ให้มีความร่วมสมัยมากขึ้นในช่วงปลายทศวรรษ 1970 พวกเขาจึงมอบหมายหน้าที่นี้ให้กับ Gérald Genta ในการปรับดีไซน์ให้แข็งแกร่งแต่ทันสมัย โดยไม่ทิ้งจิตวิญญาณของ “เครื่องมือที่ไว้ใจได้” ซึ่งเป็นแก่นแท้ของนาฬิการุ่นนี้มาตั้งแต่ต้น

Ingenieur SL ที่ Gerald Genta ออกแบบนั้นถูกเปิดตัวในปี ค.ศ. 1976 ด้วยรูปลักษณ์ที่โดดเด่นและเต็มไปด้วยเอกลักษณ์ ตัวเรือนทรง Cushion-shaped ขัดผิวแบบด้านให้ความรู้สึกแข็งแกร่ง หน้าปัดทรงกลมวางอยู่กลางตัวเรือนอย่างมั่นคง เสริมด้วยขอบหน้าปัดที่ฝังสกรูลงจมอย่างประณีตใน 5 ตำแหน่ง ซึ่งกลายเป็นอีกหนึ่งจุดเด่นสำคัญของดีไซน์รุ่นนี้

จุดเด่นอีกประการคือสายนาฬิกาแบบ Integrated Bracelet ที่เชื่อมต่อกับตัวเรือนได้อย่างลงตัว ให้ความรู้สึกทรงพลังและสมดุล ซึ่ง Genta สามารถผสานความแข็งแกร่งแบบนาฬิกาเครื่องมือเข้ากับความหรูหราได้อย่างไร้รอยต่อ สะท้อนแนวคิดการออกแบบที่เขายึดมั่นมาโดยตลอดได้เป็นอย่างดี

Chapter 3 - จุดเริ่มต้นใหม่กับการสร้างแบรนด์ Gérald Genta

Gerald Genta 10

ในปี ค.ศ. 1969 Gérald Genta ได้ตัดสินใจก่อตั้งแบรนด์นาฬิกาของตัวเองภายใต้ชื่อ “Gérald Genta” เพื่อเปิดพื้นที่ให้เขาสามารถถ่ายทอดความคิดสร้างสรรค์ได้อย่างไร้ข้อจำกัด ไม่ต้องผูกพันกับโจทย์จากแบรนด์อื่นอีกต่อไป นี่คือเวทีที่เขาได้แสดงศักยภาพทั้งด้านการออกแบบและวิศวกรรมกลไกอย่างเต็มที่ ซึ่งนำไปสู่การสร้างนาฬิกาที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ทั้งในแง่ดีไซน์และเทคนิคอันล้ำลึก

หนึ่งในนวัตกรรมที่กลายเป็นลายเซ็นสำคัญของแบรนด์ Gérald Genta คือการใช้กลไก Retrograde และ Bi-Retrograde ซึ่งเป็นรูปแบบการแสดงเวลาโดยใช้เข็มที่ “กระโดดกลับ” (Jumping Hand) ไปยังจุดเริ่มต้นทันทีเมื่อเดินทางถึงจุดสิ้นสุดของมาตรวัด แทนที่จะเคลื่อนวนรอบแบบปกติ กลไกชนิดนี้ต้องการความแม่นยำและความซับซ้อนสูง จึงกลายเป็นที่ชื่นชอบของนักสะสมนาฬิกาทั่วโลก ที่หลงใหลในเทคนิคเฉพาะและกลไกที่แตกต่าง

นอกจากนี้ Genta ยังรวมองค์ประกอบที่ดูสนุกสนานเข้าไปในการออกแบบ และกำเนิดเป็นหนึ่งในคอลเลกชันที่โดดเด่นที่สุดของแบรนด์ นั่นคือ “Fantasy” ซึ่งนำตัวละครจากการ์ตูนชื่อดังระดับโลกอย่าง Mickey Mouse และ Donald Duck มาปรากฏบนหน้าปัดของนาฬิกาหรู โดยผสมผสานกับกลไก Retrograde ที่แขนของตัวละครซึ่งทำหน้าที่บอกเวลา จนได้รับความนิยมจากนักสะสมทั่วโลกที่ต้องการความแตกต่าง

นอกจากนี้แล้ว แบรนด์ Gérald Genta ยังสร้างสรรค์นาฬิกาที่มีความซับซ้อนระดับ Grand Complications กับรุ่น Grande Sonnerie ที่เปิดตัวในปี ค.ศ. 1994 ซึ่งถือว่าเป็นหนึ่งในนาฬิกาที่ซับซ้อนที่สุดในโลก ถูกออกแบบมาสำหรับราชวงศ์ต่าง ๆ โดยเฉพาะผสาน Grande Sonnerie Complication และ Minute Repeater ที่สามารถบรรเลง Westminster Chime เข้ากับ Tourbillon Regulator ซึ่งถือเป็นการแสดงออกถึงสุดยอดความสามารถด้านวิศวกรรมนาฬิกาที่สะท้อนทั้งความแม่นยำ ความซับซ้อน และศิลปะอันประณีต

Gérald Genta กับ BVLGARI BVLGARI

Gerald Genta 11


ในระหว่างนี้ Gerand Genta ยังได้มีการร่วมงานกับหลายแบรนด์นาฬิกาอีกด้วย เช่น Bulgari กับรุ่น Bulgari Bulgari ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 1977 นาฬิการุ่นนี้เป็นตัวอย่างของการผสานแรงบันดาลใจจากประวัติศาสตร์เข้ากับดีไซน์ร่วมสมัยได้อย่างลงตัว โดย Genta ได้แรงบันดาลใจมาจากเหรียญโรมันโบราณ ซึ่งมักมีอักษรสลักอยู่รอบขอบเหรียญ มาออกแบบนาฬิกาเรือนนี้ เห็นได้จากการสลักคำว่า “BVLGARI BVLGARI” รอบขอบหน้าปัด ซึ่งดูเรียบง่ายแต่ทรงพลัง

การออกแบบอันเป็นเอกลักษณ์นี้ ทำให้นาฬิกา Bulgari มีภาพลักษณ์ที่โดดเด่น แตกต่างจากแบรนด์อื่นอย่างชัดเจน และยังถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ ที่ผลักดันให้ Bulgari ขยายบทบาทจากผู้ผลิตเครื่องประดับ สู่การเป็นผู้ผลิตนาฬิกาชั้นนำระดับโลกได้อย่างเต็มตัว

Gérald Genta กับ Credor Locomotive

Gerald Genta 12


นอกจากนี้แล้ว Gérald Genta ยังมีความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นกับประเทศญี่ปุ่น จากการที่เขาเดินทางไปที่นั่นอยู่บ่อยครั้ง และได้สร้างมิตรภาพกับ Reijiro Hattori หลานชายของผู้ก่อตั้งแบรนด์ Seiko ซึ่งความสัมพันธ์ครั้งนี้ ได้นำไปสู่ความร่วมมือที่น่าสนใจ โดย Genta ได้ออกแบบนาฬิกาให้กับ Credor แบรนด์หรูของ Seiko โดยเฉพาะ และนาฬิการุ่นนั้นมีชื่อว่า Credor Locomotive ซึ่งเปิดตัวในปี ค.ศ. 1979

Locomotive เป็นนาฬิกาสปอร์ตหรูที่สะท้อนลายเซ็นของ Genta อย่างชัดเจน ทั้งสายแบบ Integrated ที่มีเหลี่ยมมุม ขอบตัวเรือนทรงหกเหลี่ยมพร้อมสกรูตกแต่ง และหน้าปัดทรงแปลกตาที่ฉีกไปจากกรอบเดิม ๆ ส่วนชื่อ “Locomotive” ที่ Genta ตั้งให้หมายถึง “พลังขับเคลื่อน” ในภาษาฝรั่งเศส เพื่อสื่อถึงความตั้งใจของเขาที่ว่านาฬิการุ่นนี้ จะเป็นแรงผลักดันให้ Credor และ Seiko ก้าวสู่อนาคตอย่างสง่างาม

จากนั้นในปี ค.ศ. 2000 แบรนด์ Gérald Genta ก็ได้ถูกรวมเข้าเป็นส่วนหนึ่งของ Bulgari และยังคงรักษามรดกทางความคิดและความเชี่ยวชาญของ Genta ผ่านนาฬิการุ่นพิเศษหลายรุ่นที่ยังคงวางจำหน่ายอยู่ในปัจจุบัน

ถึงแม้ Gérald Genta จะจากโลกนี้ไปในปี ค.ศ. 2011 แต่ผลงานและอิทธิพลของเขายังคงเปล่งประกายอยู่ในโลกของเรือนเวลาอย่างไม่จางหาย โดยตลอดเส้นทางอาชีพของเขา ได้จารึกร่องรอยความสำเร็จในวงการนาฬิกา กับแบบร่างนาฬิกากว่า 100,000 แบบ ซึ่งแต่ละชิ้นต่างแฝงด้วยแนวคิดที่ล้ำยุค และปรัชญาการออกแบบที่กล้าแกร่งเฉพาะตัว โดย Gérald Genta ได้เปลี่ยนแนวคิดของ “นาฬิกาหรู” ไปโดยสิ้นเชิง และแสดงให้โลกเห็นว่า คุณค่าของนาฬิกาไม่จำเป็นต้องอยู่ที่วัสดุมีค่าเพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่แนวคิดอันชาญฉลาด วิศวกรรมที่แม่นยำ และจินตนาการที่ไร้กรอบ โดย Gérald Genta ไม่ได้เป็นเพียงนักออกแบบนาฬิกา แต่คือ “สถาปนิกแห่งเวลา” ผู้ปฏิวัติวงการเรือนเวลาตลอดกาล

ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex มือสองได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Patek Philippe มือสอง ได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Audemars Piguet (AP) มือสอง ได้ที่นี่
Auction House เว็บไซต์ ซื้อ - ขาย นาฬิกามือสอง ของแท้ ตรวจสอบราคา Rolex, Patek philippe, Audemars Piguet (AP), Omega, Panerai, IWC, Hublot, Cartier, Franck muller ได้ที่นี่

Recommended Articles