
ประวัติความเป็นมาของ Tudor | Auction House
ประวัติความเป็นมาของ Tudor

ในโลกของนาฬิกาหรูที่เต็มไปด้วยชื่อใหญ่และตำนาน หนึ่งในแบรนด์ที่มักถูกพูดถึงอยู่บ่อย ๆ แต่ก็มีความลึกลับซ่อนอยู่ในประวัติศาสตร์ นั่นก็คือ TUDOR แบรนด์น้องของ Rolex ที่ถือกำเนิดจากความฝันของชายเพียงคนเดียว ผู้ต้องการสร้างนาฬิกาที่มีคุณภาพระดับสูง แต่สามารถเข้าถึงได้มากกว่า เขาคือ Hans Wilsdorf ผู้ก่อตั้ง Rolex และผู้อยู่เบื้องหลังการถือกำเนิดของ TUDOR
PROLOGUE - จุดกำเนิดของ TUDOR

เรื่องราวของ TUDOR เริ่มต้นขึ้นในปี ค.ศ. 1926 เมื่อ Hans Wilsdorf ชายผู้เบื้องหลังความสำเร็จของ Rolex ได้มอบหมายให้บริษัท "Veuve de Philippe Hüther จดทะเบียนเครื่องหมายการค้า "The TUDOR" และดูแลการบริหารจัดการในนามของเขา โดยนาฬิกาเรือนแรก ที่ถือกำเนิดภายใต้ชื่อนี้มีรูปทรงสี่เหลี่ยมผืนผ้า (Rectangular Watch) อันเป็นดีไซน์ Art Deco ที่ได้รับความนิยมในยุคนั้น หน้าปัดประดับด้วยลายเซ็น "TUDOR" ซึ่งมีเอกลักษณ์เฉพาะ ตัวอักษร T ถูกขีดเส้นแนวนอนยาวเหนืออักษรตัวอื่น ดูเรียบง่ายแต่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม
ต่อมาในปี ค.ศ. 1936 Hans Wilsdorf ได้โอนสิทธิ์การดูแลแบรนด์กลับมาอยู่ในมือของตนอย่างเต็มรูปแบบ และเขาได้เพิ่มสัญลักษณ์ "กุหลาบทิวดอร์" (Tudor Rose) ลงบนหน้าปัดของนาฬิกา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ทางประวัติศาสตร์ของราชวงศ์อังกฤษที่เปรียบเสมือนการหลอมรวมระหว่าง "ความแข็งแกร่ง" และ "ความงดงาม"
หลังสงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง Hans Wilsdorf มองเห็นว่า ถึงเวลาแล้วที่ TUDOR จะต้องเติบโตและสร้างอัตลักษณ์ของตนเองให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในวันที่ 6 มีนาคม ค.ศ. 1946 เขาจึงก่อตั้งบริษัท "Montres TUDOR S.A." ขึ้นอย่างเป็นทางการ โดยมีวิสัยทัศน์ในการผลิตนาฬิกาที่มีคุณภาพและความน่าเชื่อถือในระดับเดียวกับ Rolex แต่มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายกว่า เพื่อให้ผู้คนจำนวนมากสามารถสัมผัสประสบการณ์ของเรือนเวลาชั้นสูงได้
ในช่วงเวลานี้เอง โลโก้ของแบรนด์ก็เริ่มมีพัฒนาการ จากเดิมที่ใช้ตัวอักษร T ยาวเหนือคำว่า TUDOR ได้เปลี่ยนมาเป็น "กุหลาบทิวดอร์ในกรอบโล่" (Rose within a Shield) ซึ่งสื่อถึงความงามที่ได้รับการปกป้องด้วยความแข็งแกร่ง และในปี ค.ศ. 1947 กรอบโล่นั้นค่อย ๆ หายไป เหลือเพียงดอกกุหลาบและชื่อแบรนด์ที่ประดับไว้อย่างประณีต
นาฬิกา TUDOR ในยุคนี้ยังคงมีลักษณะคลาสสิกและสง่างาม ใช้ตัวเรือน Oyster จาก Rolex ซึ่งมีคุณสมบัติกันน้ำได้ดี ตัวเรือนขนาดประมาณ 34 มิลลิเมตร มาพร้อมกลไกแบบไขลานด้วยมือ (Manual Winding Movement) ที่เที่ยงตรงและแข็งแรงทนทาน เอกลักษณ์เหล่านี้ทำให้ Tudor ในยุคแรกดูแตกต่างจากภาพลักษณ์สปอร์ตที่เราคุ้นตาในปัจจุบัน แต่ก็เป็นช่วงเวลาที่วางรากฐานสำคัญให้กับแบรนด์ในฐานะ "เรือนเวลาแห่งความงามและความไว้ใจได้" อย่างแท้จริง
Chapter 1 - จุดกำเนิดแห่งตำนาน Sport Watch

กำเนิด TUDOR OYSTER PRINCE

ในปี ค.ศ. 1952 ถือเป็นอีกหนึ่งปีที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในประวัติศาสตร์ของ TUDOR เพราะเป็นปีที่แบรนด์ได้เปิดตัวนาฬิการุ่น Oyster Prince ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งสำคัญของแบรนด์ ทั้งในด้านเทคโนโลยีและแนวคิดการออกแบบ
สิ่งที่ทำให้ Oyster Prince กลายเป็นตำนาน ไม่ได้มีเพียงแค่คุณสมบัติทางเทคนิคเท่านั้น แต่ยังรวมถึงแนวคิดการสื่อสารของแบรนด์ ที่เน้น "ความจริง" และ "ชีวิตจริง" ในการใช้งาน TUDOR นำเสนอโฆษณาที่แตกต่างจากภาพลักษณ์หรูหราของแบรนด์อื่น ๆ ในยุคเดียวกัน พวกเขาเลือกใช้ภาพของ "คนทำงานจริง" ไม่ว่าจะเป็น คนเจาะถนน ช่างก่อสร้าง หรือคนงานในโรงงาน เพื่อสื่อให้เห็นถึงความทนทานที่พิสูจน์ได้ในทุกสภาพแวดล้อม
นอกจากนี้ยังมีการจัดแคมเปญทดสอบสมรรถนะจริงที่น่าจดจำ เช่น การสวมใส่นาฬิกา Oyster Prince ขณะขุดเหมืองเป็นเวลา 10 วันเต็ม หรือการทดสอบความทนต่อแรงสั่นสะเทือน ระหว่างการใช้เครื่องขุดเจาะต่อเนื่องถึง 30 ชั่วโมง ทั้งหมดนี้คือการยืนยันว่า TUDOR ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องประดับบนข้อมือ แต่คือ "เครื่องมือแห่งความน่าเชื่อถือ"
กำเนิดนาฬิกาดำน้ำรุ่นแรก (The First Generation Submariner)

หลังจากที่ Rolex เปิดตัว Submariner อย่างยิ่งใหญ่ในงาน Basel World ปี ค.ศ. 1954 ทาง TUDOR ก็ได้ก้าวตามด้วยการเปิดตัวนาฬิกาดำน้ำเรือนแรกของตนเองในปีเดียวกัน ภายใต้ชื่อ TUDOR Oyster Prince Submariner Reference 7922 ซึ่งถือเป็นจุดเริ่มต้นของนาฬิกาดำน้ำมืออาชีพของแบรนด์
ในแง่ของการออกแบบ สามารถเห็นแรงบันดาลใจจาก Submariner ของ Rolex ได้อย่างชัดเจน ตัวเรือนมีความสามารถในการกันน้ำลึกถึง 100 เมตร หน้าปัดขนาดใหญ่พร้อมหลักชั่วโมงและเข็มเรืองแสง เพื่อความชัดเจนใต้น้ำ รวมถึงขอบตัวเรือนหมุนได้สองทิศทาง ที่มีสเกลจับเวลาเพื่อใช้ในการดำน้ำ และขับเคลื่อนด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ
Submariner รุ่นแรก ๆ ของ Tudor จึงเป็นเหมือนห้องทดลองแห่งการพัฒนา ที่ค่อย ๆ วิวัฒน์ดีไซน์ตามกาลเวลา แต่ยังคงอิงอยู่บนหลักการของ "ความทนทานในทุกสภาวะ" เช่นเดียวกับรุ่นพี่จาก Rolex โดย Tudor ใช้แนวทาง "ร่วมราก แต่ต่างหัวใจ" คือใช้ตัวเรือนและสายจาก Rolex แต่เลือกใช้กลไกที่ออกแบบต่างกัน เพื่อให้ราคาจับต้องได้มากกว่า แต่ยังคงไว้ซึ่งความน่าเชื่อถือในมาตรฐานระดับเดียวกัน
ในปี ค.ศ. 1958 Tudor เปิดตัวรุ่น "Big Crown" Reference 7924 ที่มีเม็ดมะยมขนาดใหญ่ถึง 8 มิลลิเมตร และสามารถกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร ซึ่งถือเป็นพัฒนาการครั้งสำคัญที่ทำให้ Tudor Submariner ก้าวขึ้นสู่มาตรฐานระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง
ต่อมาในปี ค.ศ. 1959 รุ่น Reference 7928 ได้ถือกำเนิดขึ้น พร้อมเกราะป้องกันเม็ดมะยม หรือที่เรียกว่า Crown Guards ที่ช่วยเพิ่มความทนทานและกลายเป็นหนึ่งในเอกลักษณ์สำคัญของนาฬิกาดำน้ำ Tudor ในยุคต่อ ๆ มา
นอกจากนี้ ยังมีการผลิตรุ่นเฉพาะสำหรับกองทัพ (Military Use) ในช่วงกลางทศวรรษ 1960 ซึ่งรวมถึงนาฬิกาที่สร้างให้กับกองทัพเรือสหรัฐอเมริกา (U.S. Navy) อีกด้วย สิ่งเหล่านี้ไม่เพียงตอกย้ำถึงความทนทานของ TUDOR แต่ยังสะท้อนถึงความไว้วางใจในระดับสากล ที่แบรนด์ได้รับจากผู้ใช้งานตัวจริงในสนามจริง
และนี่คือยุคแห่งการวางรากฐานของ "TUDOR Submariner" นาฬิกาดำน้ำที่ไม่เพียงแต่แข็งแกร่งเท่านั้น แต่ยังเปี่ยมด้วยจิตวิญญาณแห่งการผจญภัย ที่จะนำทางแบรนด์สู่ตำนานในยุคต่อไป
Chapter 2 - ยุคใหม่แห่งการเปลี่ยนผ่าน

ในช่วงทศวรรษ 1970 โลกของอุตสาหกรรมนาฬิกาต้องเผชิญกับเหตุการณ์ครั้งใหญ่ที่เรียกว่า "วิกฤตควอตซ์" (Quartz Crisis) ซึ่งส่งผลให้ตลาดนาฬิกากลไกแบบดั้งเดิมต้องสั่นคลอนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน หลายแบรนด์ต้องล้มหายตายจาก แต่ TUDOR กลับเลือกเส้นทางที่แตกต่างออกไป แบรนด์ยังคงยึดมั่นในหลักการสำคัญของตน คือ "ความเชื่อถือได้และคุณภาพที่แท้จริง" พร้อมมุ่งพัฒนาเรือนเวลาให้ก้าวสู่ยุคใหม่อย่างมั่นคง
TUDOR เดินหน้าอย่างกล้าหาญด้วยการสร้าง "คุณค่ารุ่นใหม่ของนาฬิกา" (New Generation of Watch Value) โดยไม่ละทิ้งรากฐานความเป็นตัวเอง แบรนด์ยังคงให้ความสำคัญกับความเที่ยงตรง ความแข็งแรง และความทนทาน แต่ในขณะเดียวกันก็เปิดรับเทคโนโลยีควอตซ์ที่กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว ด้วยการเปิดตัวทั้งนาฬิกากลไก (Mechanical) และนาฬิกาควอตซ์ (Quartz) ควบคู่กันไป ซึ่งช่วยให้ Tudor สามารถยืนหยัดและผ่านพ้นช่วงเวลาแห่งความปั่นป่วนของวงการนาฬิกาไปได้อย่างสง่างาม
The Second Generation Submariner ตำนานแห่งการพัฒนาใต้น้ำ

ปี ค.ศ. 1969 ถือเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญของ TUDOR Submariner ที่นำพาแบรนด์เข้าสู่ยุคใหม่ของการออกแบบและวิศวกรรมเรือนเวลา ด้วยการเปิดตัวรุ่น TUDOR Oyster Prince Submariner หมายเลขอ้างอิง 7016 (ไม่มีวันที่) และ 7021 (มีวันที่) ซึ่งถือเป็น "เจเนอเรชันที่สอง" ของนาฬิกาดำน้ำจาก TUDOR
ในรุ่นใหม่นี้ มีการเปลี่ยนแปลงสำคัญทางเทคนิค กลไกภายในเปลี่ยนจาก Calibre 390 ของรุ่นก่อนหน้า มาใช้เครื่อง ETA แบบไขลานอัตโนมัติ (Self-winding Movement) ที่มีความทันสมัยกว่าและมีความเที่ยงตรงสูงขึ้น
ในด้านความงามของการออกแบบก็ได้รับการปรับโฉมอย่างโดดเด่น หน้าปัดมาพร้อมกับเข็มทรง “Snowflake” และหลักชั่วโมงทรงเหลี่ยมที่ช่วยให้การอ่านค่าขณะอยู่ใต้น้ำชัดเจนยิ่งขึ้น ซึ่งต่อมากลายเป็นเอกลักษณ์สำคัญของ Tudor ที่ผู้คนจดจำได้ในทันที
อีกหนึ่งการเปลี่ยนแปลงเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ คือการแทนที่ โลโก้ดอกกุหลาบ (Tudor Rose) ด้วย โลโก้โล่ (Shield) ซึ่งสื่อถึงพลัง ความมั่นคง และความแข็งแกร่ง คุณค่าที่สะท้อนตัวตนของแบรนด์ในยุคใหม่นี้อย่างชัดเจน สำหรับรุ่น Reference 7021 ยังมาพร้อมกับเลนส์ขยาย Cyclops เหนือช่องวันที่ ซึ่งกลายเป็นรายละเอียดอันเป็นเอกลักษณ์และเป็นที่จดจำของคนรักนาฬิกาทั่วโลก
การออกแบบของ Tudor Submariner รุ่นที่สอง ยังคงพัฒนาและปรับปรุงเรื่อยมา ตั้งแต่ปี 1969 จนถึงปี 1995 ไม่ว่าจะเป็นในด้านสัดส่วน รายละเอียดหน้าปัด หรือเทคโนโลยีภายใน ทุกองค์ประกอบล้วนสะท้อนถึงความมุ่งมั่นของแบรนด์ในการสร้างเรือนเวลาแห่งความแข็งแกร่ง ความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือ ที่สืบทอดจิตวิญญาณของ Tudor มาจนถึงปัจจุบัน
กำเนิดนาฬิกาโครโนกราฟ (The Birth of Tudor Chronographs)

ในปี ค.ศ. 1970 คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ในประวัติศาสตร์ของ TUDOR เมื่อแบรนด์ได้ก้าวเข้าสู่โลกแห่งการจับเวลาอย่างเต็มตัว ด้วยการเปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกภายใต้ชื่อ Oysterdate Chronograph หมายเลขอ้างอิง 7031 นาฬิกาที่ในเวลาต่อมากลายเป็นตำนานในหมู่นักสะสม และได้รับฉายาว่า "Homeplate" จากหลักชั่วโมงทรงห้าเหลี่ยมที่ดูคล้ายแผ่นจอดในสนามเบสบอลอันเป็นเอกลักษณ์
เพียงหนึ่งปีต่อมา ในปี ค.ศ. 1971 แบรนด์ TUDOR ได้สานต่อความสำเร็จด้วยการเปิดตัวโครโนกราฟรุ่นที่สอง ที่ได้รับฉายาว่า "Monte Carlo" จากการออกแบบหน้าปัดที่เต็มไปด้วยเฉดสีสันอันโดดเด่น และการจัดวางองค์ประกอบที่ซับซ้อน ชวนให้นึกถึงโต๊ะรูเล็ตในคาสิโนมอนติคาร์โล
และในปี ค.ศ. 1976 TUDOR ก็ได้เปิดตัวนาฬิกาโครโนกราฟอัตโนมัติรุ่นแรกของแบรนด์ในชื่อ Prince Oysterdate "Big Block" ซึ่งได้ชื่อมาจากตัวเรือนที่หนาขึ้น เพื่อรองรับกลไก Valjoux 7750 แบบไขลานอัตโนมัติ นับเป็นครั้งแรกที่ Tudor นำเทคโนโลยีใหม่มาผสมผสานกับความสปอร์ตที่เป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
ตลอดช่วงเวลาการพัฒนาของตระกูล Big Block นั้น Tudor ได้สร้างเอกลักษณ์ที่เด่นชัดยิ่งขึ้น ทั้งการใช้หน้าปัดแบบ Exotic ที่ให้โทนสีแตกต่างและน่าสนใจ การปรับแต่งรายละเอียดเล็กน้อยให้ดูทันสมัย รวมถึงการเพิ่มเข็มจับเวลาสีส้มสด เพื่อขับลุคสปอร์ตให้โดดเด่น ในเวลาเดียวกัน แบรนด์ยังค่อย ๆ สร้างความแตกต่างจาก Rolex เช่น การเปลี่ยนมาใช้สายข้อมือที่ประทับโลโก้ Tudor ของตนเอง
ในภาพรวม นาฬิกาโครโนกราฟของ Tudor ได้กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความกล้า การออกแบบที่โดดเด่นไม่เหมือนใคร และการพัฒนาเชิงเทคนิคที่ล้ำหน้า จากระบบไขลานมือสู่ระบบอัตโนมัติ ทั้งหมดนี้หล่อหลอมให้ Tudor ครองตำแหน่งอันมั่นคงในประวัติศาสตร์ของนาฬิกาโครโนกราฟระดับมืออาชีพอย่างแท้จริง
เข้าสู่ปี ค.ศ. 1995 โลกของ TUDOR Chronograph เปลี่ยนโฉมอีกครั้ง เมื่อเปิดตัวรุ่น Prince Date Chronograph รหัส 79260, 79270 และ 79280 นาฬิกาที่ผสมผสานความสปอร์ตกับความหรูในสไตล์ใหม่ ตัวเรือนถูกออกแบบให้โค้งมน ขัดเงาอย่างประณีต ใช้กระจกแซฟไฟร์แทนอะคริลิก และเพิ่มขอบหมุนอะลูมิเนียมให้ความรู้สึกโมเดิร์น กลไกยังคงใช้ Valjoux 7750 ที่ได้รับการปรับแต่งให้ทำงานนุ่มนวลและแม่นยำยิ่งขึ้น
ช่วงปลายทศวรรษ 1990 ก่อนก้าวสู่ยุคใหม่ TUDOR ค่อย ๆ ถอดคำว่า "Oyster" ออกจากหน้าปัด เพื่อประกาศอัตลักษณ์ของตนเองอย่างสมบูรณ์ นี่จึงเป็นจุดสิ้นสุดของยุคเก่าที่สืบต่อมานานกว่า 30 ปี
Chapter 3 - Present Day ยุคการฟื้นคืนของตำนาน

Born to Dare

หลังจากผ่านช่วงเวลาหลายทศวรรษที่ Tudor เผชิญความท้าทายทางตลาดและภาพลักษณ์ที่ยังอยู่ภายใต้เงาของแบรนด์พี่อย่าง Rolex ในที่สุด การเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญก็มาถึงในปี ค.ศ. 2009 เมื่อมีการแต่งตั้ง Philippe Peverelli ให้ดำรงตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) คนใหม่ของ Tudor โดยได้รับมอบหมายภารกิจสำคัญ ฟื้นคืนจิตวิญญาณของแบรนด์ และสร้างอัตลักษณ์ใหม่ที่ชัดเจนอีกครั้ง
Peverelli มาพร้อมวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนว่า Tudor ควรกลับมาสู่แนวทางดั้งเดิมของตนเองในฐานะ "นาฬิกาสวิสคุณภาพสูงที่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว" ไม่ใช่เพียงเงาสะท้อนของใคร เขาได้รับการสนับสนุนจาก Davide Cerrato ผู้อำนวยการฝ่ายผลิตภัณฑ์ผู้มีความเข้าใจในทั้งประวัติศาสตร์และดีไซน์ร่วมสมัย ทั้งคู่ร่วมกันวางรากฐานใหม่ให้กับ Tudor ด้วยแนวคิดใหม่และสโลแกน "Born to Dare" พร้อมเปิดตัวคอลเลกชันที่ผสมผสานอดีตกับปัจจุบันได้อย่างลงตัว
กำเนิดคอลเลกชัน Heritage Chrono

ในปี ค.ศ. 2010 Tudor ได้เปิดตัว Heritage Chronograph ซึ่งเป็นการเฉลิมฉลองวาระครบรอบ 40 ปีของการถือกำเนิดนาฬิกาโครโนกราฟรุ่นแรกของแบรนด์ และยังเป็นจุดเริ่มต้นของการออกแบบในยุคใหม่ที่เชื่อมโยงอดีตกับปัจจุบันไว้ได้อย่างงดงาม นาฬิกาเรือนนี้ได้รับแรงบันดาลใจโดยตรงจากรุ่นในตำนานอย่าง Ref. 7033 "Homeplate" ที่เปิดตัวในปี 1970 ซึ่งเป็นที่จดจำด้วยหน้าปัดสีเทา ตกแต่งด้วยหน้าปัดย่อยทรงเรขาคณิต และแต้มด้วยโทนสีส้มที่แฝงพลังแห่งความสปอร์ตอย่างมีรสนิยม Heritage Chrono จึงเปรียบเสมือน "การคืนชีพของตำนาน" ที่สะท้อนความเป็นเอกลักษณ์ของ Tudor ยุคคลาสสิกได้อย่างสง่างาม
สามปีต่อมา ในปี ค.ศ. 2013 Tudor ได้ต่อยอดแนวคิดแห่งการรำลึกนี้ ด้วยการเปิดตัว Heritage Chrono Blue ที่หยิบแรงบันดาลใจจากรุ่น "Monte Carlo" โครโนกราฟเจเนอเรชันที่สองในยุค 1970s มาตีความใหม่ให้ร่วมสมัย และในปีเดียวกันนั้นเอง Tudor ยังได้แสดงให้เห็นถึงความกล้าทดลองทางเทคโนโลยี ด้วยการเปิดตัว Fastrider Black Shield นาฬิกาโครโนกราฟที่ใช้วัสดุเซรามิกทั้งตัวเรือนเป็นครั้งแรก ถ่ายทอดพลังและจิตวิญญาณแห่งความเร็วในโลกของมอเตอร์สปอร์ตได้อย่างสมบูรณ์แบบ
กำเนิดคอลเลกชัน Black Bay

ในปี ค.ศ. 2012 ถือเป็นจุดเริ่มต้นยุคใหม่ของ Tudor ยุคที่แบรนด์เริ่มสร้างเอกลักษณ์ของตนเองให้โดดเด่นและแยกออกจากเงาของบริษัทพี่อย่าง Rolex ได้อย่างสง่างาม การเปิดตัวของคอลเลกชัน Black Bay ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญ ที่สะท้อนการกลับมาของแบรนด์ในฐานะผู้สร้างนาฬิกาที่มีจิตวิญญาณเฉพาะตัว โดยอาศัยแรงบันดาลใจจากดีไซน์วินเทจของนาฬิการุ่นในตำนาน ไม่ว่าจะเป็น Ref. 7922 Submariner เรือนแรกจากปี 1954 ที่เป็นต้นแบบของนาฬิกาดำน้ำในยุคแรก ๆ เม็ดมะยมขนาดใหญ่จากรุ่น Ref. 7924 "Big Crown" และเข็มทรงเอกลักษณ์ "Snowflake" ที่ปรากฏครั้งแรกในรุ่น Ref. 7016 จากปี 1969 รวมถึงหลักชั่วโมงที่ได้แรงบันดาลใจจากนาฬิกาดำน้ำของ Tudor ในช่วงยุค 1960s และ 1970s ทั้งหมดนี้ถูกนำมาผสานเข้าด้วยกันอย่างลงตัว ในรูปแบบใหม่ที่ร่วมสมัย แต่ยังคงกลิ่นอายของประวัติศาสตร์ไว้อย่างงดงาม
Pelagos

อีกหนึ่งบทสำคัญของ Tudor ในยุคใหม่ คือการถือกำเนิดของ Pelagos นาฬิกาดำน้ำระดับมืออาชีพที่สะท้อนถึงความลึกซึ้งแห่งท้องทะเลและจิตวิญญาณของการผจญภัยอย่างแท้จริง Pelagos คือผลลัพธ์ของความมุ่งมั่นในการพัฒนาเทคโนโลยีและวัสดุขั้นสูง เพื่อสร้างนาฬิกาที่มีความทนทานและพร้อมสำหรับทุกสภาวะการดำน้ำ
ก้าวสู่ยุคเครื่อง In-House และการยืนหยัดด้วยตนเอง

ปี ค.ศ. 2015 คืออีกหนึ่งจุดเปลี่ยนสำคัญ เมื่อ TUDOR เปิดตัว Calibre MT5621 ซึ่งเป็นกลไก In-House รุ่นแรกที่ผ่านการรับรอง COSC โดยกลไกนี้ได้ถูกนำมาใช้ในนาฬิกา Tudor North Flag ซึ่งเป็นนาฬิการุ่นแรก จากนั้นจึงพัฒนาต่อยอดเพื่อสร้างกลไก In-House ตัวใหม่ให้กับทั้งนาฬิกา Pelagos และ Black Bay ในเวลาต่อมา แสดงให้เห็นว่าแบรนด์ได้ก้าวข้ามจากการพึ่งพาเทคโนโลยีของ Rolex สู่การเป็น "ผู้ผลิตกลไกอิสระ" อย่างแท้จริง นี่คือหลักไมล์สำคัญที่ประกาศต่อโลกว่า Tudor ไม่ได้เป็นเพียงเงาของใครอีกต่อไป
ก้าวผ่านช่วงเวลาสิบปี TUDOR ได้ผสมผสานอดีตและอนาคตเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว โดยเฉพาะคอลเลกชัน Black Bay ที่ได้เติบโตมาอย่างแข็งแกร่งจนกลายเป็นคอลเลกชันหลักของแบรนด์ พร้อมทั้งมีการเพิ่มฟังก์ชันที่มากขึ้น เช่น Black Bay GMT, Black Bay Chrono รวมถึงขนาดตัวเรือนที่หลากหลาย ซึ่งทั้งหมดนี้คือบทพิสูจน์ของนาฬิกาสปอร์ตหรูที่แสดงถึงความแข็งแกร่ง และการพัฒนาอย่างไม่มีวันสิ้นสุดของแบรนด์ TUDOR
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex มือสองได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Patek Philippe มือสอง ได้ที่นี่
ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Audemars Piguet (AP) มือสอง ได้ที่นี่
Auction House เว็บไซต์ ซื้อ - ขาย นาฬิกามือสอง ของแท้ ตรวจสอบราคา Rolex, Patek philippe, Audemars Piguet (AP), Omega, Panerai, IWC, Hublot, Cartier, Franck muller ได้ที่นี่




