Submariner & Seamaster คู่แข่ง Diver Watch ตลอดกาล

ดูวิดีโอนาฬิกา Submariner Vs Seamaster300
อย่าลืมกด ติดตาม เพื่อรับชมวิดีโอที่น่าสนใจก่อนใคร

หากพูดถึงนาฬิกา Diver Watch หลายคนก็คงจะนึกถึงนาฬิกา 2 แบรนด์นี้ในลำดับแรก ๆ อย่างแน่นอน นั่นก็คือ Rolex กับ Omega ที่เป็นคู่แข่งตลอดกาล เพื่อให้เห็นว่าทั้ง Submariner และ Seamaster 300 ต่างมีเอกลักษณ์ในแบบของตนเอง ทั้งคู่แตกต่างกัน และไม่มีใครเหนือกว่าใคร ครั้งนี้เราจึงจะมานำเสนอ 4 จุดเด่นของทั้งสองเรือนให้ทุกคนได้ดูกัน

ความเป็นมา

ประวัติความเป็นมาของ Rolex Submariner และ Omega Seamaster 300

เมื่อปี 1954 Rolex ได้เปิดตัว Submariner นาฬิกากันน้ำรุ่นแรกที่สามารถดำน้ำลึกได้ถึง 200 เมตร เป็นการสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับวงการนาฬิกา เพราะในสมัยนั้นไม่มีแบรนด์ไหนดำน้ำลึกได้มากขนาดนี้

หลังจากนั้น 3 ปี Omega ก็เปิดตัว Seamaster 300 ที่ถูกออกแบบมาให้เป็นนาฬิกาดำน้ำสำหรับนักดำน้ำมืออาชีพเช่นกัน แต่มีเทคนิคกันน้ำที่แตกต่างกัน

การออกแบบ

ดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ของทั้งสองแบรนด์ Submariner & Seamaster

ในส่วนของการออกแบบ ทั้งสองแบรนด์นี้มีการดีไซน์ที่แตกต่างกัน โดย Submariner มีการออกแบบให้ทันสมัยมากขึ้น จนกลายเป็นโมเดิร์นที่เพิ่มความหรูหราเพื่อเอาใจคนที่ชอบ Luxury Watch ซึ่งแตกต่างจาก Seamaster 300 ที่ถูกออกแบบให้เป็นสไตล์วินเทจ คงรูปแบบดั้งเดิมจากปี 1957 ตัวเม็ดมะยมไม่มีตัวป้องกันการกระแทก ดูเรียบง่ายและมีดีไซน์ที่คลาสสิค

ทั้งคู่ถูกออกแบบมาให้เป็นนาฬิกาดำน้ำ จึงมีจุดเด่นอยู่ที่กรอบหน้าปัด มาร์คเกอร์เรืองแสง และวัสดุตัวเรือนที่มีความคงทน

กลไก

Movement ที่ได้มาตรฐาน COSC

ในเรื่องของกลไก ทั้งสองแบรนด์ก็ไม่ได้ยอมแพ้กันเลย เพราะทั้งคู่เป็น In-House Movement โดย Submariner จะใช้กลไก Calibre 3135 ที่มีพลังงานสำรอง 48 ชั่วโมง ส่วน Seamaster ที่มีดีไซน์เป็นวินเทจนั้น หากพลิกกลับมาดูที่กลไกแล้ว จะพบกับความสวยงาม ความทันสมัยของตัวเครื่องที่โชว์ผ่านกระจกแซฟไฟร์ และมี Finishing ที่สวยงามอย่าง Geneva striping ซึ่ง Movement ของทั้งคู่มีความคงทน แม่นยำ และได้มาตรฐาน COSC ทั้งคู่

การเก็บงาน

Finishing ที่เนี้ยบและโดดเด่น

ด้านงาน Finishing ของทั้งสองเรือนก็มีความโดดเด่นเฉพาะตัว โดย Submariner จะใช้ Stainless ที่ Rolex พัฒนาขึ้นมาเองที่อยู่ในกลุ่ม 904L ทำให้มีความคงทนต่อการกัดกร่อนที่สูงขึ้น และมีความเงาที่สวยงาม

ส่วน Seamaster เองก็มีการเก็บรายละเอียดที่ไม่แพ้กัน เพราะใช้ LiquidMetal โลหะผสม ที่ทาง Omega พัฒนาขึ้นมาเองเช่นกัน ทำให้ได้โลหะสีเงินที่มีความสวยงาม มีความแข็ง ทนต่อการกัดกร่อน และทนต่อรอยขีดข่วนได้เป็นอย่างดี

สำหรับรายละเอียดบนหน้าปัดนั้น Rolex และ Omega ก็มีมาร์คเกอร์เรืองแสงขนาดใหญ่ อย่างพรายน้ำ Rolex จะใช้ Chromalight ในขณะที่ Omega ใช้ Super-luminova และเพิ่มลูกเล่นที่สีของเข็มนาทีเป็นอีกสีหนึ่ง ซึ่งพรายน้ำทั้งสองชนิดนี้ทำให้สว่างขึ้นและมองเห็นได้ง่ายในที่มืด

RELATED POSTS

Our recent work

รวบรวมนาฬิกาของเหล่า CEO | Watch Talk EP.11
รวบรวมนาฬิกาของเหล่า CEO | Watch Talk EP.11
Auction House จะพาทุกคนมาส่องนาฬิกาของเหล่านักธุรกิจ CEO…
ประวัติศาสตร์ Cartier ราชันย์แห่งเครื่องประดับและช่างทำนาฬิกาที่ยอดเยี่ยม
รีวิวนาฬิกา ROLEX - GMT MASTER II | Auction House
รีวิวนาฬิกา ROLEX - GMT MASTER II | Auction House
รีวิวนาฬิกา GMT-Master II Ref.126719 ที่ทำมาจาก White Gold…
Zenith เปิดตัวนาฬิกาที่ใช้วัสดุเงินแท้ทั้งเรือน
Zenith เปิดตัวนาฬิกาที่ใช้วัสดุเงินแท้ทั้งเรือน
Zenith Pilot Type 20 Chronograph Silver นาฬิกาเรือนแรกของคอลเลกชัน Pilot Type 20…
รวมนาฬิการาคาในงบหลักหมื่น | Watch Talk EP.10
รวมนาฬิการาคาในงบหลักหมื่น | Watch Talk EP.10
รวมนาฬิกาหลักหมื่นที่น่าสนใจซึ่งจะมีทั้ง Diver Watch, Pilot Watch…
ทำความรู้จักคอลเลกชัน Panerai Submersible Bronzo
ทำความรู้จักคอลเลกชัน Panerai Submersible Bronzo
ทำความรู้จักกับคอลเลกชัน Panerai Submersible Bronzo…
นาฬิการุ่นฮิตของ IWC
นาฬิการุ่นฮิตของ IWC
The Family Tradition at IWC ที่สุด 6 รุ่น 6 สไตล์ โดนใจนักสะสม
ประวัติความเป็นมาของ Omega | Auction House
5 นาฬิกาไอเดียสุดแปลก | Watch Talk EP.09
5 นาฬิกาไอเดียสุดแปลก | Watch Talk EP.09
ในครั้งนี้ Auction House ได้รวบรวม 5…