Panerai แบรนด์สุดล้ำ ผู้ไม่ย่ำอยู่กับที่

Officine Panerai แบรนด์ลูกครึ่งอิตาลี-สวิตซ์ที่มีจุดเด่นด้านเทคโนโลยีล้ำสมัยและ Crown Guard อันเป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่นเห็นได้แต่ไกล Panerai คือตัวอย่างที่ยอดเยี่ยมของการมุ่งมั่นทำสิ่งที่ตนถนัดและหมั่นก้าวไปข้างหน้าอย่างไม่ย่อท้อจนได้ดี ทำให้ทุกวันนี้ผู้คนต่างยอมรับเป็นเสียงเดียวกันว่าเรือนเวลาของพวกเขาคุณภาพดี มีเอกลักษณ์ และคุ้มค่าต่อการใช้งาน

ยุคเริ่มต้นของ Panerai

ยุคเริ่มต้นกับจุดเด่นที่เป็นรากฐานสำคัญ

Panerai เริ่มต้นจากร้านนาฬิกาเล็ก ๆ ในปี 1860 โดย Giovanni Panerai เป็นผู้ก่อตั้ง ที่ Ponte Alle Grazie เมือง Florence ประเทศอิตาลี นอกจากจะเป็นร้านขายนาฬิกาแล้ว ยังเป็นโรงเรียนสอนทำนาฬิกาแห่งแรกของเมืองอีกด้วย ต่อมาในปี 1890 Guido Panerai หลานของ Giovanni Panerai ได้เข้ามาดูแลกิจการต่อและย้ายร้านไปตั้งอยู่ที่เมือง Piazza San Giovanni และพวกเขาได้มีโอกาสร่วมงานกับกองทัพเรืออิตาลีในฐานะซัพพลายเออร์อย่างเป็นทางการ เพราะ Panerai เชี่ยวชาญในการผลิตอุปกรณ์ความแม่นยำสำหรับนักดำน้ำอย่างเข็มทิศและเกจวัดระดับความลึก และอีกอย่างที่ทางแบรนด์ Panerai ประสบความสำเร็จ คือการสร้าง “RADIOMIR” ผงที่ทำมาจากสสาร Radium ทำให้หน้าปัดนาฬิกาสามารถเรืองแสงได้ ซึ่งเป็นนวัตกรรมระดับโลกอันน่าจดจำของ Panerai เลยก็ว่าได้ เพราะเป็นแบรนด์แรก ๆ ของโลกเลยที่มีเทคโนโลยีนี้!

นาฬิกาเรือนแรกของแบรนด์

พาร์ทเนอร์กับ Rolex เพื่อสรรสร้างนาฬิกาเรือนแรกของแบรนด์

แม้จะจดสิทธิบัตร RADIOMIR ณ วันที่ 23 มีนาคม 1916 แต่นาฬิกา Prototype เรือนแรกกลับออกมาในปี 1936 ระหว่างช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ซึ่งพวกเขาได้ร่วมมือกับ Rolex ผู้เชี่ยวชาญด้าน Dive Watch ในยุคนั้น (และยุคนี้ด้วย) ในการสร้าง RADIOMIR เรือนแรกขึ้นมา ซึ่ง Rolex เป็นผู้ผลิตให้ทั้งเรือน (ยกเว้นสารเรืองแสง) พวกเขาเริ่มต้นด้วยการขยายเคส Oyster จาก 26 มม. ให้ใหญ่ขึ้นเพื่อรองรับกลไก Pocket Watch รุ่น Rolex Caliber 618 จึงไม่แปลกใจที่ดีไซน์ของนาฬิกา RADIOMIR จะคล้ายคลึงกับ Oyster รุ่นแรก

ตัวเรือน RADIOMIR มีขนาดใหญ่ถึง 47 มม. ใช้เคสทรง Cushion ที่ดูล้ำสมัยในยุคนั้น มาพร้อมกับ Lug แบบเส้นลวดที่ดูสะดุดตา จุดเด่นคือการกันน้ำอย่างดีเยี่ยมและสามารถอ่านเวลาได้ง่ายในน้ำลึก ซึ่งทางแบรนด์ได้ผลิตออกมาเพียงแค่ 10 เรือนสำหรับหน่วยคอมมานโด Frogman เท่านั้น ทำให้นาฬิการุ่นนี้หายากมาก ๆ มีราคาสูงถึง 3.5 ล้านบาท และนาฬิการุ่น RADIOMIR ก็จะเป็นแม่แบบของ Panerai ทุกเรือนที่กำลังจะมาในอนาคต

LUMINOR สารเรืองแสงที่ปลอดภัย

การมาของ LUMINOR ที่ปลอดภัยและน่าใช้กว่าเดิม

เนื่องจาก RADIOMIR ทำมาจากสสาร Radium ที่มีกัมมันตภาพรังสีร้ายแรงต่อมนุษย์ Panerai จึงได้คิดค้นสารเรืองแสงใหม่ที่ทำจาก Tritium (ไอโซโทปไฮโดรเจน) ซึ่งแม้จะมีกัมมันตภาพรังสีเช่นกันแต่ก็ปลอดภัยกับมนุษย์หากใช้ในปริมาณน้อย ๆ (ปัจจุบัน Panerai ใช้สารเรืองแสง Super-LumiNova ทำจาก Strontium Aluminate ไม่มีพิษ ไม่มีรังสี ปลอดภัยแน่นอน แต่รุ่นเก่าที่มีรังสีนั้นราคาดีและสูงขึ้นทุกปีเลย!) Panerai ได้จดสิทธิบัตรนี้วันที่ 1 มกราคม 1949 ในนามว่า “LUMINOR” พร้อมกับออกนาฬิการุ่นใหม่ Luminor 1950 ในปี 1950 โดยยังคงตัวเรือนทรง Cushion เหมือนเดิม แต่มี Lug แบบใหม่ที่เป็นเนื้อเดียวกับตัวเรือน และนี่ยังเป็นครั้งแรกที่เราได้เห็น Crown-Protecting Bridge สุด Iconic บนตัวเรือนอีกด้วย

Crown guard ที่ล้ำหน้า

สิทธิบัตร Crown Guard ที่ล้ำหน้าไม่เหมือนใคร

ในปี 1956 ทาง Panerai ได้พัฒนา Egiziano นาฬิกากันน้ำขนาดยักษ์ 60 มม. สำหรับใช้งานในกองทัพเรือประเทศอียิปต์ โดยตัวเรือนมีความทนทานและดำน้ำได้นานยิ่งขึ้น มาพร้อมกับขอบหน้าปัดที่คำนวณระยะเวลาดำน้ำได้ น่าเสียดายที่รุ่นนี้เป็นรุ่นสุดท้ายที่ได้เป็นพาร์ทเนอร์กับ Rolex และในปีเดียวกันนี้ Panerai ก็ได้จดสิทธิบัตร Crown-Protecting Bridge ชิ้นส่วนที่ช่วยปกป้องไม่ให้เม็ดมะยมได้รับการกระแทกพร้อมกับช่วยให้นาฬิกากันน้ำได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งนับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา Crown guard ก็ได้กลายมาเป็น DNA ของ Panerai ทุกเรือนจนถึงทุกวันนี้

Panerai กับวิกฤติ Quartz

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่และ Quartz Crisis

1972 คือปีที่มีข่าวดีและข่าวร้ายสำหรับ Panerai ข่าวร้ายก็คือ Giuseppe Panerai ลูกชายของ Guido ได้จากโลกนี้ไปอย่างสงบ ส่งผลให้ธุรกิจครอบครัวและสัญญาการร่วมมือกับกองทัพเรืออิตาลีตกไปอยู่กับวิศวรท่านหนึ่งนามว่า Dino Zei เขาได้เปลี่ยนชื่อแบรนด์จาก G.Panerai & Figlio เป็น Officine Panerai S.r.L. ส่วนข่าวดีก็คือชายคนนี้สามารถนำ Panerai ผ่านวิกฤต Quartz Crisis มาได้โดยมุ่งเน้นกลับไปสู่จุดเริ่มต้นและผลิตอุปกรณ์การดำน้ำให้กองทัพเรืออิตาลีไม่ว่าจะเป็น เข็มทิศ เกจวัดระดับความลึกสำหรับข้อมือ และไฟฉายสำหรับใช้ใต้น้ำ ทำให้ Panerai ผ่านวิกฤติมาได้เป็นอย่างดี

เปิดขายนาฬิกาอย่างเป็นทางการ

การวางขายอย่างเป็นทางการกับนาฬิกาผู้ชายสายแอคชั่น

หลังจากที่ทำธุรกิจกับกองทัพมานานและสงครามโลกได้จบลงไปแล้ว ในที่สุด Panerai ก็ได้เปิดขายนาฬิกาให้กับคนทั่วไปด้วยคอลเลกชันแรกในปี 1993 คือ Luminor, Luminor Marina และ Mare Nostrum ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากรุ่น RADIOMIR และ LUMINOR กระแสตอบรับค่อนข้างดีแต่ก็ยังไม่ดีเท่าแบรนด์อื่น ๆ จากนั้นไม่นาน Sylvester Stallone นักแสดงที่รับบท “แรมโบ้” ได้ตกหลุมรัก Panerai ขณะเดินผ่านร้านนาฬิกาที่เมือง Florence เขาจึงได้สวมใส่ Luminor Slytech Daylight 5218-207/A ในภาพยนตร์แอคชั่น “Daylight” ปี 1996 และยังขอให้ Panerai ผลิตรุ่นพิเศษเพิ่มให้มีชื่อเขาอยู่บนหน้าปัดอีกด้วย (รุ่นพิเศษ SLY TECH) เพียงเท่านั้นเอง Panerai ก็เป็นที่รู้จักในตลาดโลก นอกจากนี้ยังมีดาราท่านอื่น ๆ ที่ช่วยเพิ่มความนิยมให้กับ Panerai อีกด้วย เช่น Arnold Schwarzenegger สวมใส่ในภาพยนตร์เรื่อง “Eraser”, DMX แรปเปอร์ชื่อดังจากเรื่อง “Exit Wounds - The Copjäger” และ Jason Statham จากเรื่อง “Transporter - The Mission”

Panerai ถูกซื้อกิจการ

ประวัติดีจนเข้าตา Vendôme Group

Johann Rupert เจ้าของ Vendôme Group (ปัจจุบันคือ The Richemont Group) ให้ความสนใจ Panerai เป็นอย่างยิ่งเนื่องจากแบรนด์มีประวัติศาสตร์ยาวนานกับกองทัพเรือและเคยทำงานกับ Rolex เขาจึงตัดสินใจเข้าซื้อ Panerai ในปี 1997 และได้ย้ายฐานผลิตไปอยู่ที่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ทั้งยังให้ Angelo Bonati ผู้บริหาร Cartier เข้ามาดูแลกิจการต่อ เหตุการณ์นี้สร้างความไม่พอใจให้กับช่างทำนาฬิกาบางกลุ่มที่ต้องการตั้งมั่นอยู่ที่บ้านเกิด ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยจึงแยกตัวออกมาและสร้างแบรนด์ของตนคือ Anonimo (หนึ่งในแบรนด์นาฬิกาอิตาลีชั้นเยี่ยม) แม้จะไม่ลงรอยกันมากนักแต่อย่างน้อย Panerai ก็ได้ก้าวต่อไป และตอนนี้พวกเขาก็สามารถผลิตนาฬิกาได้ดียิ่งขึ้นทั้งในด้านปริมาณและคุณภาพเพราะมีผู้นำชั้นเยี่ยม โรงงานชั้นดี และความพร้อมที่มากกว่าเดิม ทำให้นาฬิกาทุกเรือนที่ผลิตก่อนปี 1997 หรือที่เรียกกันว่ายุค “Pre-Vendome” นั้นได้กลายเป็นของดีที่น่าสะสมและมีราคาสูงที่นักสะสมให้ความสนใจ

ยุคใหม่ของ Panerai

ยุคใหม่ของแบรนด์กับการมี in-house movement เป็นของตัวเองและก้าวสู่ระดับอินเตอร์ครั้งแรก

ในปี 2001 Panerai ได้เปิดตัวสู่ระดับ international อย่างเป็นทางการ ทางแบรนด์ได้เลือกสโลแกนใหม่ “Laboratorio Di Ldee” ซึ่งเป็นภาษาอิตาลีแปลว่า “ห้องแล็บที่มากล้นด้วยไอเดีย” เพื่อแสดงทิศทางและหลักปรัชญาของแบรนด์ที่มุ่งเน้นด้านการวิจัยและค้นหานวัตกรรมใหม่ ๆ

การเติบโตของแบรนด์นั้นผ่านไปอย่างรวดเร็วแบบก้าวกระโดด และในที่สุด Panerai ก็มี In-House Movement เป็นของตัวเอง! ในปี 2005 พวกเขาได้เปิดตัวกลไก Manual รหัส P.2002 ที่มีฟังก์ชั่น GMT และ Power Reserve นานถึง 8 วัน! สองปีถัดมาในปี 2007 ทางแบรนด์ได้เปิดตัวกลไกใหม่โดยมีฟังก์ชั่น Tourbillon ซึ่งสามารถหมุนหนึ่งรอบได้ภายใน 30 วินาทีในขณะที่เจ้าอื่นนั้นใช้เวลา 60 วินาที ส่วนกลไก Automatic ตัวแรกนั้น Panerai เปิดตัวในปี 2013 ในชื่อรหัส P.9100 มาพร้อมกับฟังก์ชั่น Chronograph Flyback และรุ่นพิเศษ P.9100/R ที่มีฟังก์ชั่น Regatta Countdown เพิ่มเติมเข้ามา

นอกจากจะเปิดตัว Movement ใหม่ ๆ แล้ว Panerai ยังได้ทำให้โลกตะลึงด้วยการเปิดตัว Dive Watch รุ่นใหม่ทำจากทองแดง ซึ่ง Luminor Submersible 1950 3 Days Automatic Bronzo เรือนนี้เป็นผู้นำเทรนด์ Bronze Watch ในปัจจุบัน Panerai เปิดตัวในปี 2011 ซึ่งเป็นปีเดียวกับการมาของ In-House Movement รุ่น P.3000 และการเปิดร้านสาขาที่ 13 ในเมือง Bal Habour รัฐ Florida สหรัฐอเมริกา แน่นอนว่ารุ่นพิเศษแบบนี้ย่อมมีราคาขายต่อที่ไม่ธรรมดา สำหรับราคาช่วงเปิดตัวนั้นอยู่ที่ 260,000 บาท แต่ตอนนี้มือสองค่าตัวเหยียบทะลุ 1 ล้านบาทไปแล้ว!

Panerai กับอนาคตที่น่าจับตามอง

Panerai วันนี้กับอนาคตที่น่าจับตามอง

กระแสของ Panerai ดีขึ้นเรื่อย ๆ จน Demand มากกว่า Supply พวกเขาจึงจำเป็นต้องเปิดโรงงานเพิ่มในปี 2014 และได้เปิดตัวกลไก P.4000 ตามมาติด ๆ อีกด้วย โดยกลไกนี้มีจุดชูโรงอยู่ที่ชิ้นส่วนไขลาน Oscillating weight นั้นไม่ได้อยู่ตรงกลางตัวเรือน แต่อยู่ตรงมุมแทนซึ่งเป็นอะไรที่แปลกใหม่ไม่เหมือนใคร จากผู้ผลิตนาฬิกากันน้ำเรืองแสงสู่แบรนด์ Luxury watch ระดับโลกที่มี in-house movement เป็นของตนเอง

นอกจากนี้ก็ยังมีหน้าร้านทั่วโลกทั้งหมด 75 สาขา ในปี 2018 Angelo Bonati ก็ได้เกษียณหลังจากทุ่มเทเพื่อแบรนด์นี้มา 21 ปี โดยได้จัดตั้ง CEO คนใหม่คือ Jean-Marc Pontroué อดีตผู้บริหารของ Roger Dubuis ก็คงต้องจับตาดูต่อไปว่าเส้นทางของ Panerai ในอนาคตจะก้าวไปไหนทิศทางไหน เพราะที่ Panerai มีทุกวันนี้ได้ส่วนหนึ่งนั้นเป็นเพราะ Angelo Bonati ผู้ได้ทุ่มเทอย่างสุดใจเพื่อแบรนด์ เขาให้สัมภาษณ์ว่า “ผมเริ่มต้นเข้ามาดูแล Panerai ในเดือนกุมภาพันธ์ 1997 ณ ตอนนั้นมีเพียงแค่ผมคนเดียวในออฟฟิศและผมไม่มีผู้ช่วยเลย บางทีผมก็คิดว่า ‘ฉันมาทำอะไรที่นี่?’ ผมต้องลงมือทำเองทั้งหมด ผมบอกกับตัวเองว่าถ้าคนไม่ชอบก็คงเกลียดไปเลย ถ้าเขาไม่พูดว่า ‘สุดยอด!’ ก็คงจะพูดว่า ‘สุดแย่!’” อนาคตของ Panerai นั้นอยู่ในมือของ Jean-Marc Pontroué แล้ว

RELATED POSTS

Our recent work

ทำความรู้จักคอลเลกชัน Vacheron Constantin Égérie Collection
ทำความรู้จักคอลเลกชัน Vacheron Constantin Égérie Collection
ทำความรู้จักคอลเลกชัน Vacheron Constantin Égérie Collection
ทำความรู้จักนาฬิกา 6 เรือน ในคอลเลกชัน Street Fighter Limited Edition
ทำความรู้จักนาฬิกา 6 เรือน ในคอลเลกชัน Street Fighter Limited Edition
ทำความรู้จักนาฬิกา 6 เรือน ในคอลเลกชัน Street Fighter Limited Edition
A. Lange & Söhne ตำนานสายเลือดช่างทำนาฬิกาอัจฉริยะ
ทำความรู้จักนาฬิกายอดฮิตของ Patek Philippe
ทำความรู้จักนาฬิกายอดฮิตของ Patek Philippe
ทำความรู้จักนาฬิกายอดฮิตของ Patek Philippe "NAUTILUS"
Watch Movement คืออะไรและทำงานอย่างไร
Watch Movement คืออะไรและทำงานอย่างไร
Watch Movement คืออะไรและทำงานอย่างไร
Panerai ยอดนิยม 6 รุ่นที่ AH ให้ความสนใจ
ทำความรู้จัก Sea-Dweller และ Deepsea จากแบรนด์ Rolex
ทำความรู้จัก Sea-Dweller และ Deepsea จากแบรนด์ Rolex
Auction House จะพาทุกคนมารู้จักรุ่น Sea-Dweller และ Deepsea…
เปิดตัว G-SHOCK MRG-B2000SH
เปิดตัว G-SHOCK MRG-B2000SH
เปิดตัว G-SHOCK รุ่น Limited Edition ในเดือนสิงหาคม 2020
Grand Seiko กลับมาอีกครั้งกับเซรามิกเซอร์โคเนีย
Grand Seiko กลับมาอีกครั้งกับเซรามิกเซอร์โคเนีย
The Grand Seiko Blue Ceramic Hi-Beat GMT 36000 'Special' Limited Edition ฉลองครบรอบ 20 ปี ของ Caliber 9S