ประวัตินาฬิกา Rolex Daytona นาฬิกาที่เกิดมาเพื่อความแรง

Rolex เป็นแบรนด์ที่แทบทุกคนจะต้องรู้จัก ไม่ว่าจะเป็นผู้สะสมนาฬิกาหน้าใหม่จนถึงแฟนคลับนาฬิกา ซึ่งหนึ่งในรุ่นที่ผู้คนใฝ่ฝันถึงมากที่สุดคงหนีไม่พ้น Daytona ซีรีส์ที่ตอบโจทย์ทุกเรื่องไม่ว่าจะเป็นด้านความงามที่มีดีกรีถึงระดับ “Iconic” หรือจะเป็นฟังก์ชั่นที่ครบครันแม่นยำจนน่าทึ่ง หรือว่าจะเป็นเรื่องราคาที่คุ้มค่าการลงทุน แต่ไม่ว่าคุณจะหลงใหล Daytona ในมุมมองไหนก็ปฏิเสธไม่ได้เลยว่านี่คือเรือนนาฬิกาในตำนานที่พูดได้เต็มปากเลยว่า "ของมันแรงจริง ๆ"

Daytona - ที่มาของชื่อ

Daytona (อ่านว่า เด-โท-น่า) คือชื่อชายหาดแห่งหนึ่งในรัฐฟลอริดาประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ถูกใช้เป็นสนามแข่งรถครั้งแรกในปี ค.ศ. 1902 และถูกใช้เป็นสถานที่ทำสถิติความเร็วของรถยนต์ถึง 14 ครั้งก่อนที่จะปิดตัวลงในปี ค.ศ. 1958 เพื่อย้ายไปแข่งในสถานที่ถาวรที่ยังคงใช้งานจนถึงทุกวันนี้โดยใช้ชื่อสนามว่า Daytona International Speedway ความเชื่อมโยงระหว่าง Rolex และ Daytona เริ่มมาจากช่วงปี 1930 เมื่อ Sir Malcolm Campbell ผู้เข้าแข่งขันจาก Great Britain ได้คว้าชัยและสร้างสถิติโลกพร้อมกับสวมนาฬิกา Rolex Oyster ขณะขับรถ เขาเขียนจดหมายขอบคุณถึง Rolex เป็นการส่วนตัวในปี ค.ศ. 1931 เพื่อชื่นชมในเรื่องความแข็งแรงคงทนของนาฬิกา นี่เป็นความสัมพันธ์ครั้งแรกที่ Rolex มีต่อสนามแข่งรถแห่งนี้ หลังจากการแข่งขันถูกย้ายไปที่ Daytona International Speedway นั้น Rolex ได้รับเกียรติให้เป็นผู้จับเวลาอย่างเป็นทางการในปี ค.ศ. 1962 และหนึ่งปีถัดมาในปี ค.ศ. 1963 ทาง Rolex ก็ได้เผยโฉม Rolex Cosmograph Reference 6239 หรือรุ่นที่มีชื่อเล่นว่า “Daytona” เป็นครั้งแรก เพื่อสอดคล้องกับการเป็นนาฬิกาจับเวลาอย่างเป็นทางการแห่งสนามแข่งนี้ และเป็นนาฬิกาที่เกิดมาเพื่อการแข่งรถโดยเฉพาะ เนื่องจากมีจุดเด่นที่ไม่เหมือนใครคือ “Tachymeter” ที่มีขนาดใหญ่กว่าปกติอย่างชัดเจน นาฬิการุ่นนี้จึงได้รับกระแสตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากนักแข่งรถทั้งหลาย

ยุคก่อน Daytona – กลายเป็นของหายาก

จุดกำเนิดของ Daytona นั้น คือรุ่น Ref. 6234 ที่เปิดตัวในปี 1955 ซึ่งตอนนั้นไม่ได้มีคำว่า “Cosmograph” หรือ “Daytona” สลักไว้บนหน้าปัดแต่อย่างใด มีเพียงคำว่า “Chronograph” เท่านั้น กระแสตอบรับค่อนข้างเงียบเหงาจนทำให้บริษัทผลิตนาฬิการุ่นนี้ออกมาเพียงปีละ 500 เรือนเท่านั้น และยกเลิกการผลิตในอีก 5 ปีถัดมา (1961) แม้จะขายอยู่ที่เรือนละประมาณ 7,000 บาทในขณะนั้น แต่ก็ยังขายไม่ออกเพราะ Rolex ไม่ได้มีจุดเด่นในด้าน Chronograph เทียบเท่าแบรนด์อื่นๆ แถมในช่วงนั้น Speedmaster ของ OMEGA ซึ่งเป็นเจ้าแห่งนาฬิกา Chronograph ตัวจริงก็กระแสดีจนผู้คนเมิน 6234 เข้าไปอีก ทั้งหมดเป็นเพราะ OMEGA มีงบสูงที่สามารถสร้าง In-house Manual Movement ออกมาได้ ความพยายามของ Rolex ในการต่อกรกับ OMEGA ในครั้งนี้นับว่าเป็นความล้มเหลวอย่างยิ่ง แต่ใครจะรู้ว่าทันทีที่กระแสซีรีส์ Daytona บูมซะจนฉุดไม่อยู่ เจ้า 6234 ที่ผู้คนเคยละเลยได้กลับกลายเป็นของหายากและเป็นที่น่าปรารถนาของนักสะสมทั้งหลาย ส่วนราคาค่าตัวก็ได้อัพขึ้นไปถึง 300 เท่า! (ราคามือสองอยู่ในช่วง 920,000 – 2,100,000 ล้านบาท) งานนี้ใครที่เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ Rolex ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก็คงยิ้มกริ่มอยู่อย่างแน่นอน!

ยุคคลาสสิค – เก่าแต่เก๋า

ช่วงปี ค.ศ. 1963 จนถึงปลาย 1980 เป็นยุคที่แรร์มากเพราะผลิตในปริมาณที่ไม่มากนัก จุดสังเกตที่เด่นชัดคือตัวเลข Reference จะมีเพียง 4 หลักเท่านั้น และใช้ Manual Mechanical Movement (กลไกแบบไขลาน) ส่วนด้านความงามนั้นก็ค่อย ๆ ปรับเปลี่ยนไปตามกาลเวลา มีการใช้วัสดุที่ดีขึ้นและหน้าตาสวยงามหรูหราขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มต้นด้วยรุ่นแรกที่เป็นตำนานอย่าง Cosmograph Daytona Ref. 6239 ผลิตในปี ค.ศ. 1963 ซึ่งเป็นรุ่นและปีแรกที่มีการสลักคำว่า “Daytona” อยู่บนหน้าปัดใต้คำว่า “COSMOGRAPH” ซึ่งต่อมาได้ถูกย้ายมาอยู่ด้านบนของ Sub-dial ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1967 นอกจากการย้าย Tachymeter จากที่สลักบนหน้าปัดมาอยู่บนกรอบหน้าปัดแล้วนั้น ยังมีการใช้สี Inverted สำหรับหน้า Sub-dial ทั้งสามเพื่อเพิ่มความสปอร์ตและดุดันให้มากยิ่งขึ้น การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นอีกครั้งในปี ค.ศ. 1965 โดย Rolex เปลี่ยนปุ่ม Pusher ใหม่ให้เป็นแบบ Screw-in ใน Ref. 6240 เพื่อให้กันน้ำได้ดียิ่งขึ้น ส่วน Manual Mechanical Movement ที่ใช้มาตลอดยุคตั้งแต่รุ่นแรก คือ Valjoux Caliber 72 ซึ่ง Rolex นำมาปรับปรุงต่อในแบบที่ต้องการ เช่น เพิ่มระบบซึมซับแรงกระแทก จนก่อให้เกิดเป็น Caliber หลายต่อหลายรุ่นเช่น 72B หรือ 722, 722-1 และ 727 ซึ่งถูกใช้ใน Daytona ตามแต่ละรุ่นที่ออกมาในช่วงยุคนั้น

Paul Newman - Daytona มูลค่า 574 ล้านบาท!

เราได้เรียนรู้จากรุ่น 6234 ว่าแม้ในตอนแรกอาจไม่มีคนเหลียวแล แต่สุดท้ายก็กลับกลายเป็นของแรร์ไอเทมซะอย่างนั้น หมายความว่า Daytona รุ่นคลาสสิคก็คงจะเป็นแบบนั้นเหมือนกัน เหตุผลทั้งหมดก็เป็นเพราะคุณ Paul Newman นั่นเอง เขาเป็นนักแสดงที่มีชื่อเสียงและเป็นนักแข่งรถที่ประสบความสำเร็จเป็นอย่างมาก เขาโด่งดังจนผู้คนตั้งชื่อ Daytona รุ่นหนึ่งตามชื่อของเขาเลย

ชื่อดั้งเดิมของหน้าปัดแบบ Paul Newman นั้นถูกเรียกว่าแบบ “Exotic” ซึ่งว่ากันว่าหน้าปัดรุ่นนี้ผลิตออกมาเพียง 2,000 – 3,000 เรือนเท่านั้น และเป็นแบบเดียวกับที่เขาสวมใส่ขณะถ่ายทำภาพยนตร์เรื่อง Winning ด้วยความโด่งดังของ Paul Newman จึงทำให้เรือนนาฬิการาคา 7,000 บาท ได้กลายมาเป็น 7,500,000 บาทในรุ่น 6239 และ 6265 และแพงที่สุดคือรุ่น 6263 ที่มีราคาในช่วง 32,000,000 บาท

แต่รุ่น Exotic ทั่วไปก็ยังไม่ใช่รุ่นที่มีราคาแพงที่สุด เพราะรุ่นที่ประมูลได้ราคามหาศาลที่สุดก็คือรุ่นที่ Paul Newman เป็นเจ้าของด้วยตัวเอง Daytona Ref. 6239 เรือนนี้คือของขวัญสุดพิเศษจาก Joanne Woodward ภรรยาสุดที่รักของเขา ซึ่งเอกลักษณ์เฉพาะตัวของนาฬิกานี้อยู่ที่ข้อความแกะสลักด้านหลังว่า “DRIVE CAREFULLY ME” นาฬิกาเรือนนี้นับได้ว่าเป็นหนึ่งใน Holy Grail ที่นักสะสมหมายตาเอาไว้ และหลังจาก 12 นาทีแห่งช่วงเวลาการประมูลที่ห้ำหั่นกันอย่างดุเดือด ราคาสูงสุดที่เคาะออกมาได้ก็คือประมาณ 575 ล้านบาท

Daytona ยุคกลาง - การใช้ Automatic Movement

ยุคกลางของ Daytona ซึ่งกินเวลาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1988 – 2000 ซึ่งเริ่มจาก Ref. 16520 ที่เห็นได้ชัดว่าตอนนี้ใช้รหัสรุ่นเป็น 5 หลักแล้ว นี่คือ Daytona รุ่นแรกที่มาพร้อมกับ Automatic Movement โดยทาง Rolex ได้นำกลไกของ Zenith El Primero Class 400 มาปรับแต่งเพิ่มเติมและเปลี่ยนชื่อเป็น Rolex Caliber 4030 โดยสิ่งที่เปลี่ยนไปคือ มี Escapement ที่ใหญ่ขึ้นเพื่อเพิ่มความแม่นยำเที่ยงตรง, ลดความถี่ลงให้เหลือ 28800 เพื่อยืดอายุการใช้งานและเพิ่มการประหยัดพลังงาน, ตัดฟังก์ชั่นวันที่ออก และใช้ชิ้นส่วนเพียง 50% ของกลไกดั้งเดิมที่มีกว่า 400 ชิ้น

Daytona ยุคใหม่ – กับ In House Movement

Rolex ได้ก้าวสู่ปี ค.ศ. 2000 อย่างสวยงามด้วยการเปิดตัว Daytona Ref. 116520 ซึ่งเป็นรุ่นแรกของ Daytona ยุคใหม่นี้โดยมีจุดเด่นที่สุดก็คือ Rolex Caliber 4130 ซึ่งเป็น In-house Automatic Movement ที่ Rolex พัฒนาขึ้นเองทั้งหมด ไม่มีการขอยืมกลไกของใครมาปรับแต่งอีกต่อไปแล้ว ส่วนการเปลี่ยนแปลงคร่าว ๆ สิ่งแรกที่ชัดเจนก็คือกลไกนี้เป็นแบบ In-house แต่แท้จริงแล้วกุญแจหลักอยู่ที่ “Vertical Clutch” คือคลัตช์แบบแนวตั้ง โดยทั่วไปแล้วนาฬิกาจะมีคลัตช์แบบแนวนอน ซึ่งข้อดีของแนวตั้งคือ 1. ไม่มีการลดลงของ Amplitude ในกลไกหลักขณะที่ใช้งาน Chronograph จับเวลาจึงทำให้นาฬิกาเดินได้เที่ยงตรงยิ่งขึ้น 2. ไม่มีการกระโดดของเข็มวินาที ตอนเริ่มต้นและหยุดใช้งาน Chronograph จับเวลา จึงทำให้ Caliber 4130 ของ Rolex เดินได้เที่ยงตรงยิ่งขึ้นและผ่านมาตรฐานความแม่นยำ COSC ได้อย่างสบาย ๆ ดีไซน์กลไลจับเวลา Chronograph ใหม่ซึ่งใช้พื้นที่น้อยลงกว่าเดิม ทำให้สามารถเพิ่มการสำรองเวลาจาก 54 ชั่วโมงเป็น 72 ชั่วโมง อีกจุดหนึ่งที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนเนื่องจากใช้กลไกใหม่ก็คือตำแหน่งของ Sub-dial จับเวลาวินาทีที่ย้ายมีอยู่ที่ตำแหน่ง 6 นาฬิกาจากเดิมที่เคยอยู่ตรงตำแหน่ง 9 นาฬิกา และยังมีการสลัก Tachymeter แบบใหม่ที่ตอนนี้สามารถวัดความเร็วได้ถึง 400 หน่วยต่อชั่วโมง

Daytona ฉลอง 50 ปี - ขอบหน้าปัดแบบใหม่กระแสดีกว่าเดิม

ในปี ค.ศ. 2013 ทาง Rolex ได้ออก Daytona Ref. 116506 รุ่นพิเศษเพื่อเฉลิมฉลองวันครบรอบ 50 ปีแห่งประวัติศาสตร์ โดยรุ่นนี้จะใช้ขอบหน้าปัดแบบใหม่ที่ทำจาก Cerachrom วัสดุที่ทาง Rolex จดสิทธิบัตรเฉพาะตัว เป็นวัสดุที่ทำจากเซรามิคพิเศษที่สีจะไม่ซีดจากรังสีอัลตราไวโอเลตเคลือบด้วยทองหรือแพลทินัมด้วยกระบวนการ PVD ทำให้มีความถึกทนมากขึ้นอีกด้วย โดยตัวขอบหน้าปัดนี้จะมีสีน้ำตาลและหน้าปัดสี Ice-blue ที่ตัดกันอย่างลงตัวพร้อมกับวงขอบที่ทำจากทองคำขาว มาร์คเกอร์เองก็ทำจากทองคำขาวเช่นกัน และสายรัดข้อมือนั้นทำจากแพลทินัม ส่วนฟังก์ชั่นอื่น ๆ ก็เหมือนกับ Daytona ทั่วไป โดยมีราคาเปิดตัวอยู่ที่ 2,200,000 บาท โดยรวมรุ่นที่วางขายปัจจุบันนี้มีราคาเริ่มต้นอยู่ในช่วง 400,000 ไปจนถึง 1,100,000 บาท


ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex Daytona มือสอง ได้ที่นี่

ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Rolex มือสอง ได้ที่นี่

ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Patek Philippe มือสอง ได้ที่นี่

ตรวจสอบ ราคานาฬิกา Audemars Piguet (AP) มือสอง ได้ที่นี่

Auction House เว็บไซต์ ซื้อ - ขาย นาฬิกามือสอง ของแท้ ตรวจสอบราคา Rolex, Patek philippe, Audemars Piguet (AP), Omega, Panerai, IWC, Hublot, Cartier, Franck muller ได้ที่นี่

RELATED POSTS

Our recent work

รุ่นใหม่ Breitling Superocean Automatic 46 Super Diver ตัวเรือนไทเทเนียม กับการกันน้ำลึก 1000 เมตร!
Omega Seamaster Aqua Terra 150M นาฬิการุ่นใหม่ ปี 2024
A. Lange & Söhne Datograph Perpetual Tourbillon Honeygold “Lumen” ฉลองครบรอบ 25 ปี ของรุ่น Datograph
Richard Mille RM 27-05 Flying Tourbillon Rafael Nadal นาฬิการุ่นใหม่ ปี 2024
Maurice Lacroix Pontos S Diver นาฬิกาดำน้ำสุดสปอร์ตรุ่นใหม่ ปี 2024
Jaeger-LeCoultre Polaris Geographic นาฬิกาสำหรับนักเดินทาง
Jaeger-LeCoultre Polaris Geographic นาฬิกาสำหรับนักเดินทาง
Jaeger-LeCoultre หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า JLC…
Tudor Pelagos FXD Chrono Cycling Edition นาฬิกาสำหรับนักปั่นจักรยาน
Oris Aquis Date 41.5 mm กับหน้าปัดสีสันสดใส
ฉลองครบรอบ 100 ปีของแบรนด์ กับนาฬิการุ่น Citizen AQ4100-65L