Speedmaster ตำนาน 14 วินาที กับการช่วยชีวิตนักบิน Apollo 13

ทำไมนาฬิกาของ Omega จึงมีตัวการ์ตูน Snoopy มาเกี่ยวข้อง

เรื่องราวเกิดขึ้นในปี 1970 เมื่อยาน Apollo 13 ที่กำลังปฏิบัติภารกิจมุ่งสู่ดวงจันทร์เป็นครั้งที่ 2 ระหว่างปฏิบัติภารกิจเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้นอย่างกะทันหัน ถังสำรองออกซิเจนในตัวยานระเบิด ทำให้ไม่มีออกซิเจนเพียงพอ ภารกิจจึงต้องถูกยกเลิกและ NASA ต้องหาทางพานักบินกลับสู่โลก และอีกหนึ่งปัญหาที่พวกเขาต้องเจอก็คือต้องปรับวงโคจรของยานให้ตรง โดยการจุดระเบิดเชื้อเพลิงให้ได้ 14 วินาที เพื่อให้กลับสู่โคจรโลกได้ เนื่องจากตัวยานไม่ได้มีพลังงานเหลือเพียงพอ แม้แต่นาฬิกาบนยานก็หยุดทำงาน Jack Swigert จึงตัดสินใจใช้ Omega Speedmaster ที่ใส่อยู่จับเวลาอย่างแม่นยำเป็นเวลา 14 วินาที ทำให้พายานเข้าสู่โคจรและกลับสู่โลกได้สำเร็จ

Omega Speedmaster ได้ทำหน้าที่บทบาทสำคัญในการช่วยลูกเรือกลับบ้านครึ่งนี้ ทำให้ทาง Omega ได้รับรางวัล Silver Snoopy จากทาง นักบินอวกาศของ NASA ซึ่งเป็นรางวัลพิเศษภายในองค์การ NASA เอง เพื่อขอบคุณทีมงานที่ทำงานอย่างหนักในการมีส่วนร่วมในภารกิจครั้งนี้ ซึ่งความพิเศษของรางวัลนี้อยู่ที่นักบินอวกาศเป็นคนเลือกและออกให้กับทีมงานด้วยตัวเอง

เพื่อเป็นการฉลองครบรอบ 45 ปี ของภารกิจ Apollo 13 ในปี 2015 ทางแบรนด์จึงได้เปิดตัว Omega Speedmaster Apollo 13 Silver Snoopy Award Limited Edition เพื่อเป็นการระลึกถึงบทบาทหน้าที่ของพวกเขาและการกลับมาอย่างปลอดภัยของลูกเรือ Apollo 13 นาฬิกาจึงมีความพิเศษอยู่ตรงที่สเกล Tachymeter จะมีข้อความขนาบข้างขอบหน้าปัดที่สลักไว้ว่า What could you do in 14 seconds? เพื่ออ้างอิงถึงเวลา 14 วินาที ในการแก้ไขสถานการณ์กลางอวกาศได้สำเร็จก่อนเข้าสู่ชั้นบรรยากาศของโลกอีกครั้ง

ตัวเรือนทำจากสแตนเลสสตีลขัดเงา ขนาด 42 มม. ขอบตัวเรือนเซรามิกสีดำขัดมันพร้อมด้วยสเกลที่เคลือบสารเรืองแสงเอาไว้ จับคู่กับหน้าปัดสีขาวที่ตัดกับเข็มนาฬิกาและหลักชั่วโมงสีดำ มีการออกแบบให้มีรูป Snoopy อยู่ในหน้าปัดย่อยที่ตำแหน่ง 9 นาฬิกา และในหน้าปัดนาฬิกาจะมี Super-LumiNova อยู่ที่เข็มนาฬิกา หลักชั่วโมงและตัวสนูปี้เท่านั้น มีการดีไซน์สีขาว-ดำสุดคลาสสิค ที่ชวนให้นึกถึงแถบการ์ตูนขาวดำที่ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ ตัวเรือนด้านหลังโดดเด่นด้วยการแกะสลัก Snoopy จากเงินแท้ ประดับอยู่บนพื้นหลังสีน้ำเงินเข้มที่ใช้เทคนิค Enamel ในการเคลือบพื้นผิว ปิดท้ายด้วยการโรยผงเงินลงบนพื้นผิวที่ถูกเคลือบให้ดูเหมือนกับดวงดาวบนท้องฟ้า โดยแต่ละเรือนจะมีการโรยผงเงินที่ไม่เหมือนกัน เป็นเอกลักษณ์สำหรับแต่ละเรือน ซึ่งทั้งหมดนี้สามารถมองเห็นผ่านกระจกแซฟไฟร์ ทำงานด้วยกลไกไขลานอัตโนมัติ Calibre 1861 สามารถสำรองพลังงานได้ 48 ชั่วโมง ผลิตจำนวนจำกัดเพียง 1,970 เรือนเท่านั้น ในราคา 220,000 บาท

Our recent work

Swiss Mad Watch นาฬิกาชีสในราคา 36 ล้านบาท!
Swiss Mad Watch นาฬิกาชีสในราคา 36 ล้านบาท!
H. Moser & Cie. Swiss Mad Watch เป็นนาฬิกาเรือนแรกที่ผลิตจากชีสสวิส
Louis Moinet Jurassic Tourbillon มีกระดูกไดโนเสาร์อยู่ในหน้าปัด
Artya “Son of a Gun” นาฬิกาหน้าปัดกระสุน
Artya “Son of a Gun” นาฬิกาหน้าปัดกระสุน
Artya “Son of a Gun” เป็นนาฬิกาที่มีกระสุนจริงอยู่บนหน้าปัด
H. Moser Swiss Alp Watch นาฬิกาบอกเวลาด้วยเสียง
H. Moser Swiss Alp Watch นาฬิกาบอกเวลาด้วยเสียง
H. Moser Swiss Alp Watch เป็นนาฬิกาที่บอกเวลาด้วยเสียง
นาฬิกาที่ใช้พลังงานแบตเตอรี่เรือนแรกของโลก
นักบินระดับโลกเป็นแฟนคลับตัวยงของ Rolex
นักบินระดับโลกเป็นแฟนคลับตัวยงของ Rolex
นักบินคนแรกของโลกที่สามารถทะลุกำแพงเสียงได้…
Chopard L.U.C Skull One นาฬิกาที่สื่อถึงวันแห่งความตาย
G-SHOCK ที่ออกแบบตามสายฟ้าภูเขาไฟ
Rado นาฬิกาที่ไม่เปลี่ยนไปตามอุณหภูมิ