ประวัติของ Rolex Submariner นาฬิกายอดฮิตในไทย 

ใครคือผู้นำด้านนวัตกรรมนาฬิกากันน้ำ??

คำตอบคือ “Rolex” แบรนด์นาฬิการะดับ Hi-End ที่เป็นผู้คิดค้นตัวเรือนชนิด Oyster กับความสามารถต้านทานแรงดันน้ำ โดยได้ประดิษฐ์ออกมาประดับแวดวงนาฬิกา ตั้งแต่ปี 1926 และจดสิทธิบัตรเฉพาะของบริษัท Rolex ซึ่งถือเป็นตัวเรือนกันน้ำอันแรกของโลกที่สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 100 เมตร ตอบโจทย์ผู้ที่ชื่นชอบการเล่นกีฬาทางน้ำและนักดำน้ำลึกแบบมืออาชีพที่กลายมาเป็นแฟนคลับของนาฬิกา Rolex หลายรุ่น โดยเฉพาะรุ่นยอดฮิต “Rolex Submariner”

ถ้าจะบอกว่า Rolex Submariner คือ ขวัญใจอันดับหนึ่งของนักสะสมนาฬิกาที่หลายคนในโลกให้ความสนใจคงไม่ผิด เพราะครองใจมายาวนานจนกระทั่งศตวรรษที่ 21 ไม่เพียงแค่อยู่ทนอยู่นานมีชื่อเสียงข้ามกาลเวลาเพียงเท่านั้น แต่นาฬิกา Rolex Submariner ยังเปรียบเสมือน Asset ราวกับหุ้นชั้นดีที่ราคาอยู่ในขาขึ้นตลอดเวลา จึงไม่น่าแปลกที่เซียนนาฬิกาต้องการมีไว้ในครอบครอง ไม่ว่าจะซื้อหามาใส่หรือจะซื้อมาเก็บไว้เพื่อเก็งราคาในอนาคตก็ตาม ซึ่งแน่นอนไม่ว่าจะถัดไปอีกกี่ศตวรรษก็ตาม หากแบรนด์ Rolex ยังไม่รีบไปไหน Rolex Submariner จะยังคงพัฒนาเดินหน้าพร้อมมูลค่าที่เพิ่มขึ้นไปอีกมากมายอย่างแน่นอน แต่เพราะอะไร เราถึงมั่นใจขนาดนี้ใช่ไหม อ่านเรื่องราวของ Rolex Submariner ตรงนี้ รับรองได้ว่า คุณจะเห็นด้วยกับเรา

วันวานยังเก๋าอยู่ของ Rolex Submariner

เรื่องราวของ Rolex Submariner เริ่มต้นขึ้นในปี 1953 เมื่อ Rene P. Jeanneret หนึ่งในผู้บริหารของ Rolex และยังเป็นนักดำน้ำสมัครเล่น ได้จุดประกายไอเดียการทำ Sport Watch ที่สามารถตอบโจทย์สำหรับการดำน้ำลึก (Scuba Diving) ซึ่งในขณะนั้น Rolex เองก็มีชื่อเสียงในด้านการทำ Sport Watch แบบกันน้ำอยู่แล้วด้วยนวัตกรรม Oyster Case จึงไม่ใช่เรื่องยากที่ไอเดียของ Rene P. Jeanneret จะถูกนำมาพัฒนาอย่างจริงจัง

ในปีเดียวกันนี้เอง บริษัท Rolex จึงเดินหน้าทดสอบสมรรถภาพนาฬิกาสำหรับนักดำน้ำ รุ่น 6200 (ที่อาจเรียกว่าคือรุ่นทดลอง) ในอีเวนท์ที่ Auguste Piccard และลูกชายของเขาจะลงไปดำน้ำลึกเพื่อทำสถิติโลก ได้ให้นักดำน้ำทั้งสองคนใส่นาฬิการุ่น 6200 ลงไปด้วย ผลปรากฏว่าทั้งสองคนสามารถสร้างสถิติการดำน้ำใหม่ให้กับโลกที่ระดับความลึก 10,335 ฟุต โดยเมื่อยกข้อมือมาดู 6200 ที่สวมใส่อยู่ก็พบว่า มันยังคงทำงานได้ดีแม้จะลงไปใต้น้ำลึกถึง 3,000 เมตร!

ความมหัศจรรย์ยังไม่จบแค่นั้น เพราะในปีเดียวกันนั้นเอง Jacques Cousteau นักสำรวจและเพื่อนสนิทของ Rene P. Jeanneret ซึ่งพ่วงตำแหน่งนายทหารเรือของฝรั่งเศสตัดสินใจทำสารคดี The Silent World เล่าเรื่องราวของทะเลเมดิเตอร์เรเนียน และแน่นอนว่าบริษัท Rolex เสนอให้ Cousteau ใส่นาฬิการุ่น Submariner ตัวทดลองรุ่น 6200 นี้ตลอดการถ่ายทำสารคดี ซึ่งก็ทำให้ Submariner โมเดล 6200 ได้อวดโฉมสู่สายตาประชาชนทุกคนที่ได้ดูสารคดีเรื่องนี้แบบเต็มตาเป็นครั้งแรก

Model 6200 รุ่นทดลองแรกกับฉายา “Big Crown Submariner”

ขอย้อนเล่าให้ฟังนิดนึงว่า ในช่วงต้นทศวรรษ 1950 ที่บริษัท Rolex เริ่มทดลองทำนาฬิการุ่นนี้ ยังไม่ได้ใช้ชื่อ Submariner แต่เรียกกันว่า “Model 6200” ซึ่งตัวทดลองรุ่นนี้มีจุดเด่นอยู่ที่เม็ดมะยมที่มีขนาดใหญ่ถึง 8 มม. ที่ถูกหมุนเกลียวแบบ Triplock (ขนาดที่ว่าลมเข้าออกไม่ได้) เข้ากับ Oyster Case และทำให้ได้ฉายาในตอนหลังว่า “Big Crown Submariner” โดยตำแหน่งเวลาบนหน้าปัดใช้ตัวเลข 3, 6, 9 ท่ามกลางแท่งสี่เหลี่ยมที่ใช้แทนตัวเลขตัวอื่นๆ และสุดท้ายในตำแหน่งเลข 12 ใช้รูปสามเหลี่ยมตามแบบฉบับ Rolex Style

นอกจากนี้ยังได้มีการผลิตตัวอย่างของรุ่นทดลอง 6200 ออกมาถึง 300 เรือน โดยแต่ละเรือนจะมีลักษณะหน้าปัด, โลโก้ และตัวหนังสือบนหน้าปัดแตกต่างกันไป เข็มสั้นมีสัญลักษณ์ Mercedes หรือที่สาวกนาฬิกาเรียกกันว่า Mercedes Hand แถมเข็มยาวก็ยาวกว่ารุ่นหลังๆ ประมาณว่ายาวจนเกือบทะลุขอบหน้าปัด!! รวมถึงตำแหน่งสัญลักษณ์และตัวบอกเวลาก็ถูกฉาบด้วยพรายน้ำ (Luminescent Chromalight) ที่สามารถเรืองแสงได้ในที่มืด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสภาพแวดล้อมใต้น้ำทะเลลึกที่แสงแดดส่องไปไม่ถึง

ด้วยรูปลักษณ์และดีไซน์ภายนอกที่ออกแบบมาเพื่อตอบโจทย์การดำน้ำลึก (Scuba Diving) และทนทานต่อสภาพแวดล้อมใต้น้ำในระดับหลายร้อยเมตร ทำให้ Rolex Submariner ขึ้นแท่นนาฬิกาขวัญใจนักดำน้ำ และยังเป็นขวัญใจนักสะสมนาฬิกาด้วยดีไซน์ที่ถือกันว่าเป็น The Most Iconic ในวงการนาฬิกา ไม่เพียงแค่รูปลักษณ์ที่มีความเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว แต่ขอบอกเลยว่านาฬิกา Submariner ยังจัดเต็มฟังก์ชั่นการใช้งานทั้งภายในและภายนอก ซึ่งเหมาะที่สุดแล้วกับการดำน้ำลงไปลึกๆ ในระดับ 100-200 เมตรหรืออาจจะมากกว่านั้น และแน่นอนว่าตัวเรือนของนาฬิกาทุกรุ่นในคอลเล็กชั่น Submariner คือตัวเรือนแบบ Oyster Case ที่เป็นจุดเด่นและเป็นเทคโนโลยีตัวเรือนกันน้ำ ซึ่งต้านแรงดันน้ำที่แบรนด์ Rolex ใช้กับนาฬิกาทุกคอลเลคชั่นที่ต้องใส่ลงในน้ำ ไม่ว่าจะเป็น Yacth-Master, Sea-Dweller และ Explorer

เทคโนโลยีเพื่อนักดำน้ำ Rotatable Bezel ไม่ได้เอาไว้แค่หมุนเท่ๆ แต่มันใช้งานได้จริง!

ถ้าถามว่าไฮไลต์เด็ดอะไรที่โดดเด่นมากในรุ่นนี้ คงต้องบอกว่า คือบริเวณกรอบหน้าปัดแบบหมุนได้ ที่ถือว่าเป็นฟังก์ชั่นสำคัญของนาฬิการุ่นทดลอง 6200 และ Submariner รุ่นอื่นๆ ซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือสำคัญสำหรับนักดำน้ำเป็นอย่างมาก เพราะสามารถบอกได้ว่านักดำน้ำใช้เวลาอยู่ใต้น้ำมานานเท่าไหร่ รวมถึงบอกสภาวะ Decompression ใต้น้ำได้อีกด้วย

สำหรับวิธีใช้งานก็ไม่ยุ่งยากคือก่อนที่นักดำน้ำจะลงไปใต้น้ำ จะต้องหมุนปรับให้รูปสามเหลี่ยมบนกรอบหน้าปัด (แทนตำแหน่งเลข 0) ให้ตรงกับปลายเข็มยาว เพื่อที่จะสามารถติดตามได้ว่าใช้เวลาอยู่ในน้ำไปกี่นาทีแล้ว จะต้องลดแรงดันตอนไหน หรือต้องขึ้นจากน้ำเมื่อไหร่ เรียกได้ว่าคิดมาแล้วอย่างดี สวมใส่ใช้งานเมื่อไหร่ ก็ไม่มีคำว่า ผิดหวัง!!

Submariner 6204 สู่ตลาดนาฬิกาโลกอย่างเป็นทางการ

หลังจากการทดลองด้านคุณภาพและความทนทานของรุ่น 6200 แล้ว ในปี 1954 บริษัท Rolex ตัดสินใจเปิดตัว Rolex Submariner 6204 ในงาน Basel Spring Fair พร้อมเคลมว่าเจ้า Submariner 6204 ตัวนี้สามารถกันน้ำได้ลึกถึง 200 เมตร ซึ่งไม่มีแบรนด์นาฬิกาไหนสามารถทำได้ และยังได้วางขาย Submariner 6205 ในปีถัดมา โดยทำการปรับปรุงใหม่ให้มีขนาดเล็กและบางกว่าตัวทดลอง 6200

Rolex Submariner กับวันที่โด่งดังเป็นพลุแตก

ถึงแม้ว่านาฬิกา Rolex Submariner จะถูกวางขายในตลาดนาฬิกาตั้งแต่ช่วงปี 1954 แต่จุดเปลี่ยนที่ทำให้นาฬิการุ่น Submariner โด่งดังไปทั่วโลก เห็นจะเป็นในปี 1962 เมื่อนาฬิกา Rolex Submariner Model 6538 ไปปรากฏอยู่บนข้อมือของ Sean Connery ผู้รับบท James Bond ในภาพยนตร์ 007 และแน่นอนว่าเขาใส่มันในขณะเข้าฉากถ่ายทำ รวมไปถึงฉากที่ต้องถ่ายทำใต้น้ำด้วย เมื่อภาพยนตร์ออกสู่สายตาชาวโลก ไม่ใช่แค่เพียงภาพยนตร์และนักแสดงที่ดังเป็นพลุแตก แต่นาฬิกา Rolex Submariner ก็ดังจนขึ้นแท่นเป็นนาฬิการุ่นในตำนานและกลายเป็นที่ต้องการของคนรักนาฬิกาเช่นกัน

“Rolex Submariner” & “Tudor Heritage Black Bay” แฝดคนละฝาที่ในความเหมือนยังมีความต่าง

แน่นอนว่า Rolex ไม่ใช่แบรนด์นาฬิกาแบรนด์เดียวที่ทำ Diving Watch ออกมาสู่ตลาดนาฬิกา ยังคงมีแบรนด์ดังอื่นๆ ที่ทำออกมาโดยได้แรงบันดาลใจมาจากดีไซน์ของ Rolex Submariner เพื่อชิงส่วนแบ่งทางการตลาดกับ Submariner หนึ่งในรุ่นที่น่าสนใจเห็นจะเป็นนาฬิกาจากค่าย Tudor รุ่น Heritage Black Bay ที่ถูกผลิตออกมาได้หน้าตาสมเป็นพี่น้องของ Submariner จริงๆ เพราะเอาดีไซน์ Submariner หลายๆ โมเดลมาประยุกต์รวมกัน โดยยังมีวัตถุประสงค์ใช้ในการดำน้ำเหมือนกัน ต่างกันตรงที่รูปลักษณ์ของ Heritage Black Bay จะดูมีหน้าตาที่ออกแนว vintage และตัวเรือนมีความหนามากกว่า Submariner

เห็นหน้าตาเหมือนกันขนาดนี้ก็ไม่ต้องสงสัยว่าทำไมไม่มีการฟ้องร้องเรื่องลิขสิทธิ์ เพราะว่าผู้ก่อตั้งแบรนด์ Tudor ก็คือ Hans Wilsdorf คนเดียวกันกับที่ก่อตั้งแบรนด์ Rolex นั่นแล เนื่องจากตัว Hans Wilsdorf เองนั้นต้องการให้ Agents แต่ละเจ้าสามารถขายนาฬิกาที่มีคุณภาพแต่ราคาเป็นมิตรมากกว่า Rolex จึงไม่แปลกที่ทำไมนาฬิกา Hertiage Black Bay ที่มีกลิ่นอายของ Submariner จึงมีราคาถูกกว่าถึงครึ่งหนึ่ง

แต่ก็อย่างว่า “คุณภาพที่ดีย่อมมาพร้อมกับราคาที่สูง” แม้นาฬิการุ่น Heritage Black Bay จะมีราคาถูกกว่า แต่ตัวเรือนและขนาดที่ใหญ่และหนักกว่า Rolex Submariner ก็ทำให้ต้องหยุดคิดสักนิด เอาเป็นว่าใครที่อยากได้ Dive Watch เท่ๆ ดูใหญ่อลังการ แถมด้วยคุณภาพระดับเดียวกับ Rolex ก็ไปสอย Tudor Heritage Black Bay มาใส่ก็ได้ เพราะราคาน่ารักน่าคบหากว่า Rolex แบบครึ่งๆ เลยทีเดียว

หากให้นับอายุอานามของนาฬิกาคอลเล็กชั่น Submariner ก็เหมือนเป็นผู้ใหญ่วัยเกษียณ แต่คงต้องบอกตรงๆ เลยว่า ถึงแม้จะอยู่มามากว่า 65 ปีแล้ว แต่ป๋ายังแจ๋ว! พัฒนาฟังก์ชั่น Movement ภายในให้ดีขึ้นกว่ารุ่นก่อนๆ เพิ่มคุณภาพและความทนทานให้สามารถป้องกันการสึกกร่อน กันน้ำ และแรงดันน้ำได้ลึกมากกว่าเดิม แถมยังไม่ขังตัวเองอยู่ในกรอบเดิมๆ เพราะปรับเปลี่ยน ปรับปรุงรูปลักษณ์ภายนอกให้เข้ากับสมัยใหม่ และมีสีให้เลือกตามชอบ จนทุกวันนี้นาฬิกา Rolex Submariner สามารถแบ่งได้เป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่ม Vintage Rolex Submariner Models ที่หลายเรือนขึ้นแท่นนาฬิกาหายาก และอีกกลุ่มคือ Modern Rolex Submariner Models ที่มีดีไซน์โดดเด่น สวยงามครองใจทั้งนักดำน้ำมืออาชีพและมือสมัครเล่น

...หรือแม้แต่คนธรรมดาและนักสะสมนาฬิกาทั่วโลกก็อยากจะไขว่คว้าเอามาไว้ในครอบครองให้จงได้ ด้วยความโดดเด่นของดีไซน์ระดับ The Most Iconic Watch ที่ดูถึก ทนทาน ใช้งานได้จริงในสภาพแวดล้อมใต้น้ำลึก ความเก๋าของนาฬิกาที่อยู่มานานกว่า 65 ปี และที่สำคัญคือ อยู่มานานขนาดนี้ราคาไม่มีตก ยิ่งนับวันราคายิ่งขึ้นเอาๆ เหมือนซื้อหุ้นแล้วรอขายทำกำไรในระยะยาว ทำให้ Rolex Submariner ขึ้นแท่นนาฬิกา “จำเป็นต้องมี” ของนักสะสมนาฬิกาทั่วโลก ใครที่กำลังคิดจะก้าวสู่วงการ Luxury Watch ขอบอกเลยว่าเอาเงินที่มีอยู่มาซื้อ Submariner เก็บไว้สักเรือนสองเรือนเถอะ รับรองว่าคุ้มยิ่งกว่าคุ้ม